โลกคนแก่
โลกคนแก่
***************
1
สงกรานต์ที่ผ่านมา หากกวาดตาออกไปนอกบ้าน เราอาจสามารถแบ่งโลกแบบหยาบๆ ได้สองโลกด้วยกัน
หนึ่งคือ โลกของเด็ก วัยรุ่น และหนุ่มสาว
อีกหนึ่งคือ โลกของครอบครัว
เด็กๆ และวัยรุ่นวิ่งเล่นฉีดน้ำประแป้งกันอยู่บนหลังรถกระบะและสองข้างทางอย่างสนุกสนาน ส่วนหนุ่มสาวที่โตขึ้นมาหน่อยก็จะพาพ่อแม่ปู่ย่าตายายไปเที่ยวไปกินกันอย่างมีความสุขเช่นกัน
เป็นวันที่ทุกคนมีความสุข
ทุกเพศ ทุกวัย
เป็นสงกรานต์ของคนกลุ่มหนึ่ง
เป็นวันผู้สูงอายุสำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง
แต่เมื่อสงกรานต์จบลง น้ำแห้ง โลกกลับมาเป็นปกติ เราจะพบความแตกต่าง บรรดาวัยรุ่นและหนุ่มสาวยังคงมีโลกที่ตอบสนองความต้องการของเขา แน่นอนว่าสินค้าและบริการส่วนใหญ่ล้วนตอบสนอง “กำลังซื้อ” ของคนกลุ่มนี้ ซึ่งในบ้านเราแล้วยังถือว่ามีทางเลือกและความหลากหลายมากกว่าสินค้าและบริการของผู้สูงวัยมากมายนัก แต่นั่นยังไม่เท่ากับความรู้สึกว่า “โลกใบนี้ไม่ใช่ของฉัน” ซึ่งอยู่ในใจของคนเฒ่าคนแก่ไทย โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ทั้งหลาย
เมื่อครั้งทำรายการ “พื้นที่ชีวิต” ผมเคยทดลองแก่ด้วยการใส่ “ชุดคนแก่” ที่ชาวญี่ปุ่นคิดค้นขึ้นมา ชุดพิสดารนี้สามารถทำให้เราแก่ขึ้นได้ภายในเจ็ดนาที ถ้าไม่แก่ยินดีคืนเงิน
ตัวชุดจะมีสายโยงใยที่เหนี่ยวรั้งแขนขาเอาไว้ให้ขยับเขยื้อนไม่สะดวก อาการคล้ายเส้นยึด ก้มก็ยาก เงยก็ยาก เดินเร็วมากก็ไม่ได้ มีที่อุดหูเพื่อให้ได้ยินเสียงไม่ชัด มีแว่นตาที่ใส่แล้วตาจะฝ้าฟางมองทุกอย่างพร่าเลือน
ทันทีที่สวมเสร็จก็แก่ราวกับคนอายุเจ็ดสิบ
ผมรู้สึกเหมือนถูกขังไว้ในร่างกายตัวเอง การเป็นคนแก่นั้นไม่ง่าย ใครไม่เคยเป็นคงไม่รู้
ฉะนั้น สิ่งที่คนแก่ต้องการย่อมแตกต่างจากหนุ่มสาว เขาต้องการโลกอีกใบหนึ่งที่คิดถึงและออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ หากปล่อยให้คนแก่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่คิดขึ้นโดยคนหนุ่มสาว สร้างขึ้นโดยคนหนุ่มสาว เพื่อเอาใจและหาเงินจากคนหนุ่มสาว การดำเนินชีวิตของพวกเขาย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
บ่อยครั้งมิใช่หรือที่เราเห็นคุณตาคุณยายขึ้นรถเมล์ ขึ้นสะพานลอยคนเดียว แล้วรู้สึกสงสาร แถมยังพานจะรู้สึกกลัวว่าตัวเองแก่แล้วต้องใช้ชีวิตโดดเดี่ยวเช่นนี้
2
ในวันผู้สูงอายุนั้นเอง ผมได้อ่านหนังสือสองเล่มที่เล่าเรื่องโลกของคนแก่ในประเทศญี่ปุ่น คนละมุม แตกต่างกันไป
คุณนฤนารถ พระปัญญา เล่าผ่านหนังสือ “ยลเจแปน” ว่า ทุกวันนี้ที่ญี่ปุ่นจะมีบริการพิเศษซึ่งเด็กหนุ่มเด็กสาวนิยมทำกัน คือการรับจ้างเป็นลูก
หน้าที่คือต้องไปเยี่ยมคนแก่คนเฒ่าที่อยู่บ้านตัวคนเดียว หรือสองคนตายาย เมื่อไปถึงก็จะกล่าวทักทายราวกับเป็นลูกหลาน “สวัสดีครับ/ค่ะ คุณตาคุณยาย คุณพ่อคุณแม่” จากนั้นทั้งวัน (หรือครึ่งวันแล้วแต่ตกลง) ก็จะพยายามทำตัวเป็นลูกหลานที่ดี พัดวีปรนนิบัติ
หน้าที่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการนั่งฟังตายายเล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ ถ้าเป็นเรื่องในอดีตก็จะเออออไปตามเรื่องตามราว และเมื่อได้กินข้าวกินปลาก็จะบอกกับตายายว่า “อร่อยจังเลยค่ะ เหมือนที่เคยกินตอนเด็กๆ”
อาชีพ “ลูกปลอมๆ” นี้ หากมองในมุมของเราก็อาจรู้สึกว่ามันพิสดารอยู่ไม่น้อย คล้ายทั้งสองฝ่ายมาเล่นละครใส่กันคลายเหงา แต่ในสังคมที่ผู้สูงอายุมีมาก และลูกหลานไม่ค่อยมีเวลาดูแลอย่างญี่ปุ่น อาชีพนี้ก็มีเหตุมีผลของมัน
แม้จะเป็น “ลูกปลอมๆ” แต่ก็ยังดีกว่าความว่างเปล่า ช่วยแก้เหงาได้พอสมควร นักจิตวิทยาบางคนถึงขั้นบอกว่า หน้าที่ลูกปลอมๆ นี้ทำให้ผู้สูงวัยมี “เหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป” อีกครั้ง หลังจากที่เคยสูญเสียมันไปตอนที่ลูกหลานทิ้งไปไม่ดูแล
หันมามองสังคมไทย ผมคิดว่าเราเขยิบใกล้สังคมแบบนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนในวัยทำงานใช้เวลากับงานมากขึ้นทุกวัน ไม่เพียงกลับบ้านดึก แต่ยังต้องเข้าทำงานวันเสาร์-อาทิตย์ จึงเหลือเวลาให้ผู้สูงวัยในบ้านน้อยลงทุกที แต่โจทย์ที่ยากกว่าก็คือ คนแก่ไทยยังไม่คุ้นชินกับการดูแลตัวเอง จึงไม่เพียงแค่ต้องปรับตัวเท่านั้นแต่ยังต้องปรับใจด้วย
มีโอกาสไหมที่เราจะสร้างโลกที่เหมาะกับคนแก่ โลกที่พวกเขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข กระทั่งว่าสามารถดำเนินชีวิตด้วยตนเองไม่ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือมากนัก ขจัดความรู้สึกว่าไม่อยากออกจากบ้าน เพราะออกไปแล้วใช้ชีวิตลำบาก...โลกใบนี้ไม่ใช่ที่ของฉัน
3
หลังจากกินข้าวกับป๊าและแม่ซึ่งมีอายุรวมกันหนึ่งร้อยสี่สิบปี ผมก็กลับบ้านมานอนอ่านเรื่องของคนแก่ต่อไปในวันผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย
นิตยสาร “คิด” ฉบับเมษายน เล่าเรื่องเมืองโทยามะที่ประเทศญี่ปุ่น (อีกแล้ว) ซึ่งเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงวัย
ความเป็นมิตรที่ว่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันผ่านการคิดและการออกแบบ
เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้บริหารบ้านเมืองจริงๆ เชียว
เรื่องมีอยู่ว่า โทยามะซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดชื่อเดียวกัน ประสบปัญหาประชากรลดลงตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ในปี 2005 แม้ในย่านที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดยังมีประชากรแค่ 40 คนต่อเฮกเตอร์ นั่นย่อมหมายความว่า คนรุ่นใหม่จะน้อยลง ส่วนคนรุ่นเก่าและรุ่นแก่ก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ
การลดลงของประชากรนี้ส่งผลต่อรายได้ของเมือง ซึ่งลดลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 1994-2004
คุณมาซาชิ โมริ ซึ่งได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีสมัยแรกก็เล็งไปที่ระบบขนส่งมวลชนเป็นอันดับแรก เพราะเมืองโทยามะเป็นเมืองที่ผู้คนใช้รถยนต์ส่วนตัวกันเยอะ ซึ่งจะก่อปัญหาในอนาคตแน่นอน เพราะพอคนแก่ตัวมากขึ้นก็ไม่สามารถเดินทางเองได้สะดวก เพราะขับรถไม่ถนัดแล้วนั่นเอง
คุณโมริจึงตัดสินใจปัดฝุ่นระบบขนส่งมวลชนของเมืองขึ้นเป็นระบบรถไฟฟ้ารางเบา (LRT: Light Rail Transit) ซึ่งวิ่งทั้งในส่วนกลางเมืองและวนรอบนอกเมืองด้วย
เพียงปีแรก รถราง LRT ก็กระตุ้นให้ผู้สูงอายุออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น ร้อยละ 20.5 ของผู้ใช้บริการเป็นผู้โดยสารหน้าใหม่ ซึ่งจำนวนมากในนั้นคือผู้สูงอายุ
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพราะรถ LRT ให้บริการถี่จนไม่ต้องเช็คตารางเดินรถ เส้นทางการใช้งานที่ปลอดสิ่งกีดขวาง เดินทางสะดวก แถมค่าโดยสารยังไม่แพงอีกต่างหาก จึงได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะในเขตเมือง รถรางสาย Centram มีผู้สูงอายุโดยสารมากถึงร้อยละ 61 เพื่อไปช้อปปิ้งในเมือง
3 ปีผ่านไป ผู้สูงอายุใช้เวลาในเมืองเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 และมียอดใช้จ่ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 20
สิ่งที่น่ารักอยู่ในรายละเอียด
พื้นรถรางได้รับการออกแบบให้มีระดับต่ำเพียง 30 เซนติเมตร กว้าง 1.2 เมตร เพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้ใช้รถเข็นขึ้นลงได้สะดวก ตัวสถานีก็ปรับระดับทางลาด จัดการสิ่งกีดขวาง มีราวจับตลอดทาง เรียกว่าเอาใจคนแก่กันสุดๆ
เมื่อวิสัยทัศน์แบบนี้ถูกจัดตั้งขึ้น ส่วนอื่นๆ ในเมืองก็เริ่มขยับตัวและมีชีวิตในแบบของมัน
ภาคเอกชนต่างๆ เริ่มมีส่วนร่วม กลุ่มธุรกิจเริ่มมีโครงการสร้างเมืองให้เป็นบ้านที่ผู้สูงวัยจะออกมาใช้ชีวิตได้อย่างสะดวก สนุก และสดชื่น
มีโครงการจากมหาวิทยาลัยโทยามะที่กระตุ้นให้ผู้สูงวัยออกมาเดินนอกบ้านมากขึ้นด้วยการเสนออุปกรณ์ช่วยเดินแบบรถเข็นสี่ล้อที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ มีตะกร้าใส่ของไว้ด้านหน้าและมีเบรคสำหรับตอนขึ้นเนิน แถมยังสามารถปรับเป็นเก้าอี้นั่งพักเมื่อเหนื่อยได้
มีการจัดทัวร์ชมย่านต่างๆ สำหรับผู้สูงอายุโดยนักศึกษาอาสาสมัคร
บริษัทรถยนต์เริ่มคิดประดิษฐ์รถไฟฟ้าขนาดเล็กที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้สูงอายุสามารถขับได้ด้วยตัวเองขณะที่ยังนั่งอยู่บนรถเข็น
เมืองโทยามะยังมองถึงการจ้างงานผู้สูงอายุ ด้วยการวางโครงการเกษตรกรรมปลูกใบงาขี้ม้อน เพื่อสกัดเอาน้ำมันที่เป็นประโยชน์และดีต่อสุขภาพให้เป็นอุตสาหกรรมใหม่ของเมือง ซึ่งเป็นงานที่เหมาะกับผู้สูงวัย
โทยามะจึงเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงวัยมากขึ้นเรื่อยๆ คนแก่อยู่เมืองนี้น่าจะมีความสุข และอาจไม่ต้องจ้างลูกปลอมๆ มาบริการข้างกาย
ผมชอบที่คุณมาซาชิ โมริ นายกเทศมนตรีของเมืองแสดงทัศนะไว้
“ในยุคที่จำนวนประชากรกำลังลดลงและเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หากเรานิ่งเฉยไม่จัดการอะไรเลย ภาระที่จะไปตกกับคนรุ่นหลังในอนาคตก็มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ทั้งค่าใช้จ่ายในการดูแล เช่น ถนนสายต่างๆ ในเมือง ค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภค และเบี้ยประกันสำหรับค่าดูแลรักษาพยาบาลผู้สูงอายุ ดังนั้น ผมจึงตั้งใจที่จะสร้างเมืองเพื่อคนรุ่นหลังก่อนที่จะสายเกินไป”
ไม่ลืมผู้คนในอดีต จัดการปัจจุบัน เพื่อผู้คนในอนาคต
หันมามองบ้านเราที่มีวันผู้สูงอายุให้คนเฒ่าคนแก่ได้ยิ้มตอนลูกหลานรับไปกินข้าว มาเยี่ยมที่บ้านกันแค่ปีละครั้ง ก็น่าตั้งคำถามเหมือนกันว่า เราควรคิดถึงผู้สูงอายุกันให้มากกว่าแค่หนึ่งวันในหนึ่งปีหรือเปล่า ไม่เพียงแค่ในระดับส่วนตัว แต่ยังหมายถึงระดับส่วนรวมด้วย
เป็นไปได้ไหมที่เมืองไทยจะ “เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ” มากกว่าที่เป็นอยู่
หลายครั้งที่ผมได้ยินแม่บ่นว่า “ขี้เกียจออกจากบ้าน เพราะออกไปแล้วอึดอัด” ราวกับโลกใบนั้นไม่ใช่ของแม่
วันผู้สูงอายุผ่านไปแล้ว
แล้ว “เมืองของผู้สูงอายุ” ล่ะ จะมาถึงวันไหน?
นิ้วกลม

0 Comments:
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
<< Home