» ทำไปทำไมถ้าไม่ได้เงิน? ...โดย นิ้วกลม
» ทำไปทำไมถ้าไม่ได้เงิน? ...โดย นิ้วกลม
ผมเพิ่งอ่านหนังสือ Tao: The State and the Art ของท่านโอโช ...บทที่พูดถึงคุณค่าของสิ่งไร้ประโยชน์ ท่านโอโชบอกว่า...
"คุณจะเป็นตัวของคุณเองอย่างแท้จริง เวลาที่คุณทำในสิ่งที่ไร้ประโยชน์ วาดภาพ-โดยไม่คิดจะขาย เพื่อความเพลิดเพลินเท่านั้น, ทำสวนเพื่อความรื่นรมย์, นอนแผ่หลาบนชายหาด,
ไม่ทำอะไรเลย แต่สนุกไปเรื่อย ๆ เป็นความสุขที่ไร้ประโยชน์ หรือกระทั่งการนั่งเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ เพื่อนสนิทสักคน"
ท่านโอโชยังบอกอีกด้วยว่า...
"ภายในของเราจะรุ่มรวยขึ้นเมื่อเรามีความสุขกับสิ่งไร้ประโยชน์"
ผมคิดถึงกิจกรรมหลายอย่างที่เราทำในวัยเด็ก มันไม่มีมูลค่า ตีเป็นราคาหรือตัวเงินไม่ได้ ไม่มีใครจ้างให้เราทำ
ไม่ว่าจะเป็นวิ่งเล่น ขี่จักรยาน วาดรูป ร้องเพลง เล่นดนตรี เตะบอล เล่นขายข้าวแกง ก่อปราสาททราย ฯลฯ
ไม่มีค่าจ้าง ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีเหรียญตรา ไม่ได้เลื่อนขั้น ไม่มีผลต่อโบนัส แต่มีผลต่อจิตใจ
ก็เพราะไม่มีสิ่งเหล่านั้นนั่นแหละ เลยไม่มีความคาดหวังอยู่ในนั้นเช่นกัน
เมื่อไม่คาดหวัง ก็มีความสุข
จะว่า`การเขียนไดอะรี่´เป็นสิ่งไร้ประโยชน์ ผมอาจพูดไม่ได้เต็มปาก
หากเราวัดคุณค่าเป็นเงิน มันอาจเท่ากับศูนย์
แต่ถ้าเรายังเชื่อว่าโลกนี้ยังมีคุณค่าชนิดอื่น
ที่ประเมินไม่ได้ด้วยตัวเลข หากแต่สัมผัสได้ด้วยใจ...
ผมคิดว่ามันไม่ไร้ประโยชน์หรอกครับ
::::::::::::::::::
ผมเป็นคนหนึ่งที่อยากเขียนไดอะรี่ มันเหมือนภาพถ่ายความคิดและความรู้สึก
วันเวลาผ่านไปไม่หวนกลับ แต่ทุกครั้งที่เราเปิดอัลบั้มภาพเก่า ๆ ที่เคยถ่ายเก็บไว้
ความทรงจำสารพัดก็ลอยฟุ้งขึ้นตรงหน้า
ผมเชื่อว่า ภาพถ่ายทุกใบไม่ใช่ภาพนิ่ง
มันเป็นภาพเคลื่อนไหว เพียงแค่มันเคลื่อนไหวอยู่ในหัวของเรา
ความเคลื่อนไหวของอดีตในปัจจุบัน
ไดอะรี่ก็เป็นเช่นนั้น
หากใครสักคนอยากถ่ายภาพความคิดหรือความรู้สึกเก็บเอาไว้
ไม่ว่ากล้องยี่ห้ออะไรก็คงทำไม่ได้ วิธีเก็บมันไว้ง่ายดายกว่านั้น
คือ บันทึกมันไว้
บันทึกไม่ยากหรอก แต่การบันทึกถี่ ๆ ต่างหากล่ะที่ยาก
ชีวิตคนเราจะมีอะไรให้เขียนทุกวันเลยหรือไง มีอะไรน่าสนใจทุกวันเลยหรือ
ถ้าไม่เขียนไดอะรี่คงตอบว่า ทุกวันก็คล้ายกัน ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่หรอก
แต่ถ้าลองได้ลงมือเขียนก็จะรู้ว่า แต่ละวันมีเรื่องสำคัญให้บันทึก
โลกคือโรงเรียน เราเจอครูทุกวัน อยู่ที่เราจะฟังคำสอนของครูหรือเปล่า
ไดอะรี่ก็เหมือนสมุดการบ้าน ดีอย่างไม่ต้องส่งใคร
จดคำสอนของครูที่มีชื่อจริงว่า "ประสบการณ์" ใส่สมุดการบ้าน
เก็บไว้อ่านเอง
แต่ผมก็เป็นนักเรียนสันหลังยาว ส่งการบ้านขาด ๆ หาย ๆ
เขียนไดอะรี่ได้ไม่กี่วันก็เลิกราไป หน้ากระดาษเปล่าที่รอบันทึกเรื่องราวไว้
เป็นความทรงจำยังคงว่างเปล่าอยู่อย่างนั้น เล่มแล้วเล่มเล่า
::::::::::::::::::
กระทั่งเมื่อมีกระแสการเขียนบล็อก ผมก็เอากะเค้าด้วย การเขียนบล็อกทุกวันเป็นเรื่องสนุก
สั้นบ้าง ยาวบ้าง ไม่จริงจัง ไม่ได้ส่งบรรณาธิการที่ไหน ไม่ได้ตีพิมพ์
เหมือนเขียนใส่สมุดบันทึกตัวเอง ขณะเดียวกันก็แบ่งปันให้คนอื่นอ่านด้วย
ก็ใช่ เรื่องที่เขียนคงไม่ได้ส่วนตัวมาก (แหม ก็อายเป็นเหมือนกันนะเว้ย)
แต่มันก็เป็นเรื่องราวในชีวิตประจำวันของตัวผมเองนี่แหละ อ่าน พบ ประสบ เจอ
อะไรมาก็นำมาบันทึกไว้ เพลิดเพลินดีครับ
ที่เพลินกว่านั้นคือ
มีเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ มาคุยต่อจากประเด็นที่เขียนแลกเปลี่ยนกัน
และดีใจเมื่อมีคนบอกว่าได้ประโยชน์จากมันในบางวัน หรือแค่คำสั้น ๆ ว่า "ชอบ"
นั่นอาจเป็นข้อต่างจากไดอะรี่ ความเห็นและความชอบเป็นน้ำมันชั้นดี
ที่ทำให้คนเขียนบล็อกอยากเขียน เพราะเขารู้ว่ากำลังเขียนให้คนจำนวนหนึ่งอ่าน
แม้ไม่ใช่ไดอะรี่เต็ม ๆ แต่มันก็เป็นไดอะรี่ในรูปแบบหนึ่ง
::::::::::::::::::
กระทั่งเกิดเฟซบุ๊กขึ้นมา บล็อกเริ่มหดหาย ผมเองก็เริ่มหดฮิต หันมาติดเฟซบุ๊กแทน
เฟซบุ๊กเปิดโอกาสให้คนอื่นสื่อสารสั้น ๆ ไม่กี่ตัวอักษรทางสเตตัส ถ้าจำไม่ผิด
แต่ก่อนมีการจำกัดจำนวนตัวอักษรด้วยซ้ำ อย่างที่เขาว่ากัน มันก่อให้เกิดนิสัยอ่านสั้น
เขียนสั้น เห็นอะไรยาวเฟื้อยแบบนี้ก็ขี้เกียจอ่านแล้ว
เมื่อรู้ว่าคนอยากอ่านอะไรสั้น ๆ คนเขียนก็เลยเขียนอะไรสั้น ๆ สุดท้ายก็เลยสั้นกุดจุ๊ดจู๋กันหมด
"ยาว" ไม่ได้ดีกว่า "สั้น" เสมอไป แต่นิสัยติดความสั้นนั้น อาจทำให้อดอ่านอะไรดี ๆ อีกมาก ...และอดเขียนอะไรยาว ๆ ด้วย
::::::::::::::::::
ไม่นานมานี้ ผมเพิ่งกลับไปอ่านบล็อกที่เคยเขียนไว้ อ่านแล้วก็จำได้ว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น
รู้สึกยังไง คิดยังไงกับมัน รวมทั้งได้เห็นบรรยากาศแลกเปลี่ยนความคิดกันตอนนั้น
แล้วจึงได้คิดว่า "เออเว้ย ดีจังนะ" ก็เลยลองตั้งอกตั้งใจเขียนไดอะรี่ (เกือบ) ทุกวัน
แบบที่ทำอยู่นี้ แม้ไม่แน่ใจว่าจะทำไปได้สักกี่น้ำ เดี๋ยวอาจจะขาดส่งการบ้านอีกตามเคย
แต่เมื่อคิดแล้วก็ลองทำดูก่อน เมื่อทำแล้วก็พบว่าสนุกดี เพลิน ๆ
การเขียนลักษณะนี้ให้ความรู้สึกแตกต่างจากการเขียนหนังสือหรือเขียนคอลัมน์อยู่เหมือนกัน ...มันกดดันน้อยกว่า ตั้งใจน้อยกว่า ไม่ต้องมาเรียบเรียงอะไรมากมาย ก็แค่บันทึกไว้
สิ่งที่ได้คือ...ความสุขระหว่างทำ
ง่าย ๆ - ทำเท่าที่อยาก
::::::::::::::::::
Credit : บทแรก....หนังสือ "Head" ของ "นิ้วกลม"

0 Comments:
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
<< Home