การพัฒนาสติด้วยความฉลาดทางอารมณ์ ตอนที่หนึ่ง
การพัฒนาสติด้วยความฉลาดทางอารมณ์ ตอนที่หนึ่ง
แฟนเพจบางท่าน อยากรู้ว่า การพัฒนาสติ ทำอย่างไร? สำหรับผม สติ ( conscience) เขาเป็นเหมือนตำรวจและอัยการที่ร่วมทำสำนวนส่งฟ้องศาล (สืบสวนสอบสวน ทำเรื่องฟ้อง) ศาล (เหตุผล) จะพิพากษาตามสำนวนที่อัยการส่ง ส่วนอารมณ์คือ จำเลย ที่ตำรวจรับเรื่อง แล้วทำเรื่องส่งให้อัยการ ก่อนถึงมือศาลอีกที
อารมณ์ คือ จำเลย
จำเลยฟ้องตำรวจ ทั้งอารมณ์ดี หรือ อารมณ์เสีย ตำรวจก็ทำรูปคดีส่งอัยการ ซึ่งจะดูข้อมูลและหลักฐานจริงของอารมณ์อีกที เพื่อทำเรื่องฟ้องศาล ตามที่ตนคิดว่า จริงที่สุด (อารมณ์มีที่มาจาก ใคร? ทำอะไร? ที่ไหน? อย่างไร? ใครต้องรับผิดชอบบ้าง? ผลที่ตามมา? ความเสียหาย? และแรงจูงใจให้มีอารมณ์นั้น?) เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาคล้อยตามข้อมูล หลักฐานที่รวบรวมได้
ศาล คือ เหตุผล อาจเชื่อหรือไม่เชื่อการรวบรวมข้อมูลจากอัยการ ตามหลักการที่ศาลยึด หรือ ชุดความคิดที่สั่งสมมาจากประสบการณ์ตัดสินความ มุมมองชีวิตและตำรา
ดังนั้น คนมีสติ ต้องทำตัวเป็นทั้งตำรวจที่ดี อัยการที่แม่น คือ จะต้องไม่เชื่ออารมณ์ตั้งต้น ที่เรามีต่อคน ต่อสถานการณ์ และจะไม่ตอบสนองอะไรตามอารมณ์ เพราะอารมณ์ เป็นแค่การฟ้องของจำเลย
พอพูดอย่างนี้ เราอาจเริ่มเห็นภาพความฉลาดทางอารมณ์ว่าเกี่ยวกับสติอย่างไร?
คนฉลาดทางอารมณ์จะไม่เชื่อทั้งอารมณ์ดี อารมณ์เสีย แต่จะใช้อารมณ์นั้น สาวหาความจริง เพื่อดูแรงจูงใจ แล้วจะได้ อ๋อ รู้ตัว ว่าเครียดกับอะไรจริงๆ ทางออกคืออะไร?
การเชื่ออารมณ์ดี ก็ตัดสินใจพังได้
กรณีตัวอย่างของการเชื่ออารมณ์ดีทันที แล้ว ตัดสินใจพัง ก็มีให้เห็นบ่อยๆ เช่น บางคนเข้ามาหาเราพร้อมข่าวดีบางเรื่อง อาจพูดว่า... “เธอ วันนี้เธอดูสดใสมากนะ ฉันรู้เลยว่า เธอกำลังมีโชค มีอะไรให้รีบทำนะ วันนี้ วันดี” เรารู้สึกดี ซักพักมีคนมีเสนอขายหุ้น เราเชื่ออารมณ์ดีว่าเราโชคดี เราซื้อเลย โดยไม่คิดว่า อารมณ์ดีของเรามาจากการเชื่อว่าโชคจะดีวันนี้ ไม่เกี่ยวกับหลักฐานจริง ของการซื่อหุ้น เราซื้อเยอะ หุ้นตก และตกยาวววววว ตกระนาว เซ็ง หรือ วันนั้น เรากระหน่ำซื้อของที่อยากได้ เพราะเชื่ออารมณ์ดี ว่าจะมีโชค เลยซื้อหลายอย่างที่อยากได้ ซื้อเผื่อคนอืีนในครอบครัวด้วย หรือเราอาจรอรับเงินก้อนโต แต่เป็นข่าวจากสัญญาเกินจริงของคู่ค้า ปรากฏกลับบ้าน เอ หลายอย่างเราก็ไม่ได้อยากได้จริง แต่อารมณ์ดีมันพาไป กลายเป็นของที่ต้องเก็บอีกตรึม ไอ้เงินก้อนนั้นก็ไม่ได้ เราอารมณ์ดีไปก่อน เพราะเชื่อคำสัญญาเกินจริงนั้น
การเชื่ออารมณ์เสีย ก็ตัดสินใจพังได้เช่นกัน
กรณีที่ เราเชื่ออารมณ์เสียทันที ก็มีบ่อย เช่น มีคนมาบอกเราว่า คนนี้ คนนั้นคิดกับเธออย่างนี้ เขาพูดกับฉันอย่างนี้ เราอารมณ์เสีย ตัดสินใจบางอย่างทันที ปรากฏ เรื่องจริงทั้งหมดไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่เป็นการปรุงแต่ง จึงเสียความสัมพันธ์ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะ เชื่อ อารมณ์เสีย ว่า พอ ที่จะตัดสินใจทุกเรื่องในชีวิตได้
คนที่เชื่อ อารมณ์ ทันที ทั้งอารมณ์ดี อารมณ์เสีย คือ คนที่ไม่ฉลาดทางอารมณ์ เพราะเป็นทาสอารมณ์ ถ้าเขาเป็นตำรวจ การเชื่ออารมณ์คือ การบิดรูปคดีตามใจตัวเอง อัยการเลยพลาดไปด้วย ศาลก็ต้องยอมต่อรูปคดี การตัดสินใจ เสียหาย
การรับรู้ทุกอารมณ์ที่เข้ามาว่าเป็นแค่อารมณ์ที่ต้องตรวจสอบข้อมูลหลักฐาน คือ การมีสติ สติ กลั่นกรอง ที่มาของอารมณ์ ก่อนใช้ เหตุผล (ศาล) ตัดสินใจให้คมที่สุด
ความฉลาดทางอารมณ์ จริงเป็นการไม่เป็นทาสอารมณ์ทั้ง ดีหรือ เสีย แต่ให้อารมณ์เป็น “แผนที่” บอกว่า แรงจูงใจจริงของเรา กับของคนที่เรามีอารมณ์ด้วยคืออะไร? โดยเก็บข้อมูลจากทุกทางให้เรียบร้อยก่อน
คนมีสติ จะไม่ให้การนิยามอารมณ์ว่า ดี หรือ เสีย เป็น นาย นำการตัดสินใจ ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มองข้ามอารมณ์เสีย เอาแต่อารมณ์ดี หรือมองข้ามอารมณ์ดี เอาแต่อารมณ์เสีย เช่นกัน
เพราะทุกอารมณ์ คือ อารมณ์จริง แต่เขาฟ้องเฉยๆ ฟ้องเพื่อให้เรารู้ว่า “เกิดเรื่อง” แล้วนะ
ส่วนสติ จะกลั่นกรองทุกอย่างก่อนเรื่องไปถึงมือศาล เพื่อตัดสิน (ใจ)
ดังนั้น คนที่เอาเหตุผลมาเหนือความรู้สึก ก็ยังไม่ฉลาดทางอารมณ์ เพราะมองข้ามประโยชน์ของอารมณ์เกินไป กล่าวคือ อยากเป็นศาลตัดสินเลย ไม่ต้องดูรูปคดีก่อน
ส่วนคนที่ตามใจอารมณ์ตัวเอง ก็ไม่ฉลาดทางอารมณ์ เพราะอาจมองข้ามอารมณ์ที่ไม่ตรงแนวตัวเอง เช่น คนมองโลกบวกเกิน ก็ไม่เอาอารมณ์เสียมามองเลย ทำให้ตัดสินใจพลาดเพราะเสพติดการมีอารมณ์ดีก่อน แล้วตัดสินใจ ส่วนคนที่มองโลกแง่ร้ายเกิน ก็เอาแต่มองอารมณ์เสียของตัวเอง และคุ้นชินกับอารมณ์เสียจนเป็นเพื่อนซี้ ทำให้ชีวิตโกรธเกินจริง โกรธบ่อย จนบางที ตัดสินใจอะไรก็ต้องบิ้วตัวเองให้โกรธจัด จะได้ทำได้นานๆ ใช้ชีวิตปกติลำบาก ทำงานอะไรก็ทำได้ไม่นาน เพราะต้องโกรธถึง จะทำเรื่องนั้น ตามเรื่องนั้น เกาะติดเรืืองนั้นได้นานพอ เพราะเชื่อในอารมณ์เสียของตัวเองตั้งแต่เด็กๆ จนตัดสินใจแนวอื่นไม่เป็น
คนฉลาดทางอารมณ์จะยอมมองทุกอารมณ์ ไม่มองข้ามอารมณ์ที่เข้ามากระทบตน แต่มองเป็นแค่จำเลย เป็น แผนที่ สาวหาแรงจูงใจ หลักฐานและข้อมูลรอบด้านจริงก่อนตัดสินใจให้คม
เอาแค่นี้ก่อนครับ เดี๋ยวคุยเรื่องนี้กันอีก
ขอให้คนฉลาดทางอารมณ์ คือ ไม่มองข้ามทุกอารมณ์ ยอมรับ แต่ใช้อารมณ์สาวหาความจริงเพื่อจะได้ตัดสินใจให้คมที่สุด ตรงแม่นที่สุด กับสิ่งที่เหมาะกับตัวเองที่สุด จงเจริญ
ดร. ต้อง เดอะ ฟิลเตอร์
แฟนเพจบางท่าน อยากรู้ว่า การพัฒนาสติ ทำอย่างไร? สำหรับผม สติ ( conscience) เขาเป็นเหมือนตำรวจและอัยการที่ร่วมทำสำนวนส่งฟ้องศาล (สืบสวนสอบสวน ทำเรื่องฟ้อง) ศาล (เหตุผล) จะพิพากษาตามสำนวนที่อัยการส่ง ส่วนอารมณ์คือ จำเลย ที่ตำรวจรับเรื่อง แล้วทำเรื่องส่งให้อัยการ ก่อนถึงมือศาลอีกที
อารมณ์ คือ จำเลย
จำเลยฟ้องตำรวจ ทั้งอารมณ์ดี หรือ อารมณ์เสีย ตำรวจก็ทำรูปคดีส่งอัยการ ซึ่งจะดูข้อมูลและหลักฐานจริงของอารมณ์อีกที เพื่อทำเรื่องฟ้องศาล ตามที่ตนคิดว่า จริงที่สุด (อารมณ์มีที่มาจาก ใคร? ทำอะไร? ที่ไหน? อย่างไร? ใครต้องรับผิดชอบบ้าง? ผลที่ตามมา? ความเสียหาย? และแรงจูงใจให้มีอารมณ์นั้น?) เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาคล้อยตามข้อมูล หลักฐานที่รวบรวมได้
ศาล คือ เหตุผล อาจเชื่อหรือไม่เชื่อการรวบรวมข้อมูลจากอัยการ ตามหลักการที่ศาลยึด หรือ ชุดความคิดที่สั่งสมมาจากประสบการณ์ตัดสินความ มุมมองชีวิตและตำรา
ดังนั้น คนมีสติ ต้องทำตัวเป็นทั้งตำรวจที่ดี อัยการที่แม่น คือ จะต้องไม่เชื่ออารมณ์ตั้งต้น ที่เรามีต่อคน ต่อสถานการณ์ และจะไม่ตอบสนองอะไรตามอารมณ์ เพราะอารมณ์ เป็นแค่การฟ้องของจำเลย
พอพูดอย่างนี้ เราอาจเริ่มเห็นภาพความฉลาดทางอารมณ์ว่าเกี่ยวกับสติอย่างไร?
คนฉลาดทางอารมณ์จะไม่เชื่อทั้งอารมณ์ดี อารมณ์เสีย แต่จะใช้อารมณ์นั้น สาวหาความจริง เพื่อดูแรงจูงใจ แล้วจะได้ อ๋อ รู้ตัว ว่าเครียดกับอะไรจริงๆ ทางออกคืออะไร?
การเชื่ออารมณ์ดี ก็ตัดสินใจพังได้
กรณีตัวอย่างของการเชื่ออารมณ์ดีทันที แล้ว ตัดสินใจพัง ก็มีให้เห็นบ่อยๆ เช่น บางคนเข้ามาหาเราพร้อมข่าวดีบางเรื่อง อาจพูดว่า... “เธอ วันนี้เธอดูสดใสมากนะ ฉันรู้เลยว่า เธอกำลังมีโชค มีอะไรให้รีบทำนะ วันนี้ วันดี” เรารู้สึกดี ซักพักมีคนมีเสนอขายหุ้น เราเชื่ออารมณ์ดีว่าเราโชคดี เราซื้อเลย โดยไม่คิดว่า อารมณ์ดีของเรามาจากการเชื่อว่าโชคจะดีวันนี้ ไม่เกี่ยวกับหลักฐานจริง ของการซื่อหุ้น เราซื้อเยอะ หุ้นตก และตกยาวววววว ตกระนาว เซ็ง หรือ วันนั้น เรากระหน่ำซื้อของที่อยากได้ เพราะเชื่ออารมณ์ดี ว่าจะมีโชค เลยซื้อหลายอย่างที่อยากได้ ซื้อเผื่อคนอืีนในครอบครัวด้วย หรือเราอาจรอรับเงินก้อนโต แต่เป็นข่าวจากสัญญาเกินจริงของคู่ค้า ปรากฏกลับบ้าน เอ หลายอย่างเราก็ไม่ได้อยากได้จริง แต่อารมณ์ดีมันพาไป กลายเป็นของที่ต้องเก็บอีกตรึม ไอ้เงินก้อนนั้นก็ไม่ได้ เราอารมณ์ดีไปก่อน เพราะเชื่อคำสัญญาเกินจริงนั้น
การเชื่ออารมณ์เสีย ก็ตัดสินใจพังได้เช่นกัน
กรณีที่ เราเชื่ออารมณ์เสียทันที ก็มีบ่อย เช่น มีคนมาบอกเราว่า คนนี้ คนนั้นคิดกับเธออย่างนี้ เขาพูดกับฉันอย่างนี้ เราอารมณ์เสีย ตัดสินใจบางอย่างทันที ปรากฏ เรื่องจริงทั้งหมดไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่เป็นการปรุงแต่ง จึงเสียความสัมพันธ์ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะ เชื่อ อารมณ์เสีย ว่า พอ ที่จะตัดสินใจทุกเรื่องในชีวิตได้
คนที่เชื่อ อารมณ์ ทันที ทั้งอารมณ์ดี อารมณ์เสีย คือ คนที่ไม่ฉลาดทางอารมณ์ เพราะเป็นทาสอารมณ์ ถ้าเขาเป็นตำรวจ การเชื่ออารมณ์คือ การบิดรูปคดีตามใจตัวเอง อัยการเลยพลาดไปด้วย ศาลก็ต้องยอมต่อรูปคดี การตัดสินใจ เสียหาย
การรับรู้ทุกอารมณ์ที่เข้ามาว่าเป็นแค่อารมณ์ที่ต้องตรวจสอบข้อมูลหลักฐาน คือ การมีสติ สติ กลั่นกรอง ที่มาของอารมณ์ ก่อนใช้ เหตุผล (ศาล) ตัดสินใจให้คมที่สุด
ความฉลาดทางอารมณ์ จริงเป็นการไม่เป็นทาสอารมณ์ทั้ง ดีหรือ เสีย แต่ให้อารมณ์เป็น “แผนที่” บอกว่า แรงจูงใจจริงของเรา กับของคนที่เรามีอารมณ์ด้วยคืออะไร? โดยเก็บข้อมูลจากทุกทางให้เรียบร้อยก่อน
คนมีสติ จะไม่ให้การนิยามอารมณ์ว่า ดี หรือ เสีย เป็น นาย นำการตัดสินใจ ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มองข้ามอารมณ์เสีย เอาแต่อารมณ์ดี หรือมองข้ามอารมณ์ดี เอาแต่อารมณ์เสีย เช่นกัน
เพราะทุกอารมณ์ คือ อารมณ์จริง แต่เขาฟ้องเฉยๆ ฟ้องเพื่อให้เรารู้ว่า “เกิดเรื่อง” แล้วนะ
ส่วนสติ จะกลั่นกรองทุกอย่างก่อนเรื่องไปถึงมือศาล เพื่อตัดสิน (ใจ)
ดังนั้น คนที่เอาเหตุผลมาเหนือความรู้สึก ก็ยังไม่ฉลาดทางอารมณ์ เพราะมองข้ามประโยชน์ของอารมณ์เกินไป กล่าวคือ อยากเป็นศาลตัดสินเลย ไม่ต้องดูรูปคดีก่อน
ส่วนคนที่ตามใจอารมณ์ตัวเอง ก็ไม่ฉลาดทางอารมณ์ เพราะอาจมองข้ามอารมณ์ที่ไม่ตรงแนวตัวเอง เช่น คนมองโลกบวกเกิน ก็ไม่เอาอารมณ์เสียมามองเลย ทำให้ตัดสินใจพลาดเพราะเสพติดการมีอารมณ์ดีก่อน แล้วตัดสินใจ ส่วนคนที่มองโลกแง่ร้ายเกิน ก็เอาแต่มองอารมณ์เสียของตัวเอง และคุ้นชินกับอารมณ์เสียจนเป็นเพื่อนซี้ ทำให้ชีวิตโกรธเกินจริง โกรธบ่อย จนบางที ตัดสินใจอะไรก็ต้องบิ้วตัวเองให้โกรธจัด จะได้ทำได้นานๆ ใช้ชีวิตปกติลำบาก ทำงานอะไรก็ทำได้ไม่นาน เพราะต้องโกรธถึง จะทำเรื่องนั้น ตามเรื่องนั้น เกาะติดเรืืองนั้นได้นานพอ เพราะเชื่อในอารมณ์เสียของตัวเองตั้งแต่เด็กๆ จนตัดสินใจแนวอื่นไม่เป็น
คนฉลาดทางอารมณ์จะยอมมองทุกอารมณ์ ไม่มองข้ามอารมณ์ที่เข้ามากระทบตน แต่มองเป็นแค่จำเลย เป็น แผนที่ สาวหาแรงจูงใจ หลักฐานและข้อมูลรอบด้านจริงก่อนตัดสินใจให้คม
เอาแค่นี้ก่อนครับ เดี๋ยวคุยเรื่องนี้กันอีก
ขอให้คนฉลาดทางอารมณ์ คือ ไม่มองข้ามทุกอารมณ์ ยอมรับ แต่ใช้อารมณ์สาวหาความจริงเพื่อจะได้ตัดสินใจให้คมที่สุด ตรงแม่นที่สุด กับสิ่งที่เหมาะกับตัวเองที่สุด จงเจริญ
ดร. ต้อง เดอะ ฟิลเตอร์

0 Comments:
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
<< Home