» สติน้อย ทางเลือกน้อย - สติมาก ทางเลือกมาก
» สติน้อย ทางเลือกน้อย - สติมาก ทางเลือกมาก
» โดย ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ
คนเราถ้า ไม่ได้ ฝึกสติมา เวลาที่ เจออุปสรรค เจอปัญหา เจอความคับข้องใจ ก็มัก จะดึง "ความรู้ชุดเดิม ๆ" ความเชื่อเดิม ๆ ออกมาใช้ หรือ ที่ คนจีนเรียกว่า ซี้ปังเท้า (หัวสี่เหลี่ยม มาจาก "ไม่พลิกแพลง")
เมื่อ ไม่พลิกแพลง ก็คือ ใช้ทางเลือกเดิม ๆ เช่น ความรุนแรง ทำคนอื่นเดือดร้อน เรียกร้องความสนใจแบบเดิม ๆ เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ ส่งเสียงดัง ทำลายของ พอโตขึ้น ก็ คิดแบบเดิม ๆ ส่งเสียงดัง ทำลายข้าวของ
เมื่อ สติไม่ได้ฝึก ทางเลือกน้อย ความสังเกตหายไป เมื่อไม่สังเกต ก็ใช้ แนวทางเดิม หรือ แผ่นเสียงตกร่อง วังวนเดิม ๆ ไม่กล้ายอมรับ ไม่กล้าให้อภัย
คนที่ฝึกสติ มามาก ก็จะมี "ทางเลือก"(Choices) มากขึ้น เพราะ เขา กล้าที่จะ คิดใหม่ เฉลียวใจ หามุมมองใหม่ เมื่อ เจอ อุปสรรค เจอ ปัญหา เจอความคับข้องใจ ก็ ใช้ การสนทนาร่วม (Collective conversation)
ก็ได้ใช้ ปัญญาร่วม (Collective intelligent) กับ เพื่อน ๆ ที่ดี
::::::::::::::::::
คนสติน้อย จะไม่ฟังใคร แพ้ไม่เป็น ทำเสียงดัง ทำลายข้าวของ โวยวาย ฯลฯ ใช้ทางเลือกเดิม ใช้ อุปนิสัยเดิม ๆ ตั้งแต่เป็นเด็ก ๆ ก็ เรียกความสนใจแบบนี้
คนอ่อนแอ คนมีปม คนขลาด มักนิยม ชอบความรุนแรง คนกลัวจะทำร้ายคนอื่นก่อนเสมอ
หากเราสังเกตสิ่งใด ได้ไม่สุด ไม่รอบ ไม่ครบ ไม่จบ ไม่ละเอียดพอ เรา ก็มัก จะ "เลือกข้าง" เกิดตัว อคติ และ ลำเอียง
ลอง นั่งสมาธิ ปิดตา แล้ว สังเกต ๆ(Observe) ลมหายใจที่เราสูดเข้าออก
โดย ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องใช้ตรรกะ(Logic) ไม่ต้องคิดไปในอนาคต และอดีต ปัจจุบันคือ สังเกต ๆๆๆๆ
ในขณะสังเกต จงห้อยแขวน หรือ ชะลอ การตัดสิน จงห้อยแขวน หรือ อย่าด่วน พิพากษา
เราจะสังเกต เห็น การทำงานของความคิดและจิต จิตและกาย ได้ชัดเจนขึ้น เช่น
จิตผิดปกติ เราจะมีความคิดเป็นยังไง
ความคิดจร (ไม่ตั้งใจคิด) แวบ เข้ามาโจมตีเรา พาเราเขว เฉไฉ ออกไปได้อย่างไร
การดูจิต ที่แท้จริง คือ การรู้เท่าทันจิต ด้วยการ sensing & feeling ไม่ใช้ การ thinking
จง ดู ๆๆๆๆๆๆ รู้ ๆๆๆๆๆ รู้ใจตนเอง สงบหรือไม่สงบ
::::::::::::::::::
ฝึกทำจิตว่าง ๆ จิตที่ว่าง ๆ จึงจะ รู้ว่า จิตไม่ว่าง
กายที่ผ่อนคลาย จึงจะรู้ว่า กายไม่ผ่อนคลายเป็นอย่างไร
จิตว่าง รู้ได้จาก กายที่ผ่อนคลาย
จิตไม่ว่าง กายไม่ผ่อนคลาย และ จะผลิตความคิดไม่ปกติออกมา
ถ้า จะคิด ก็จงคิดเมื่อจิต ปกติ
ถ้าจิตไม่ปกติ จะผลิต ความคิดแบบ มีอัตตา อคติ ลำเอียง
จง รู้ ๆๆๆๆ โดยอย่าด่วนตีความเอง
อย่าด่วนตัดสิน อย่าด่วนเลือกข้าง
::::::::::::::::::
พึงระลึกไว้ว่า..."ผู้รู้ไม่คิด ผู้คิดไม่รู้"
"ความคิด vs ความรู้สึกตัว" ทั้งสองตัวนี้ เขาจะ ทำหน้าที่ได้ ทีละตัวนะ หาก คิด ใช้ ฐานคิด ก็จะลืม ฐานกาย (ความรู้สึกตัว) ในทางกลับกัน หาก เรา รู้ตัว ทั่วพร้อม เรา ก็จะต้อง หยุดคิด
พวกเรา ที่ฝึกสติมาน้อย จะหลงไป คิด ๆๆๆ อยู่นั่นแหละ
ลอง ฝึก "หยุดคิด" แล้ว ย้ายไป ฐานกาย ให้ดู ให้สร้างความรู้สึก (Sensing) ที่ กาย ทำบ่อยๆ จะ เก่งขึ้น จนไป รู้สึก (Feeling) ได้ ที่ ฐานใจ
เมื่อฐานใจ สบาย ๆ ร่างกายจะผ่อนคลายเราก็รู้ เกร็ง เครียดเราก็รู้ เมื่อรู้ ก็ "หยุดคิด"
หาก ยังเอาแต่คิด ก็จะไม่รู้ ( ใช้ฐานกายไม่ได้ เพราะ มัวแต่ใช้ฐานคิด) เพราะ คนที่เขารู้ ๆๆๆๆ (มีสติ) รู้ที่ กาย (ลมหายใจเข้าออก พุงยุบ พุงพอง รู้การเคลื่อนไหวของกาย รู้ทุกอิริยาบท ฯลฯ) จะไม่คิด
::::::::::::::::::
ให้โหมดปกติ (เป็น โหมด stanby mode) ของเรา เป็น โหมดรู้กาย พอ โดนกระทบ ก็ทำ กายสบาย ๆ ใจจะสบาย ๆ
ช่วงที่ กายสบาย ใจสงบ จะได้ "ปัญญา" จากฐานคิด เป็นปัญญาที่ดี มีประโยชน์
หาก คิดไม่ดี เราจะรู้ได้ เพราะ กายจะไม่ผ่อนคลาย ใจไม่สงบ หากคิดไม่ดี ก็หยุดคิด กลับ ไปรู้ๆๆๆ ที่ ฐานกาย ต่อไป
ปัญญาฐานกาย เป็น tacit knowledge และ เมื่อเก่งแล้ว ได้มหาสติแล้ว จะเป็น The Deepest Knowledge
ในเมื่อเป็น ปัญญาฐานกาย ดังนั้น เขียนอธิบายได้ยาก บอกเล่าก็ยาก ใช้ภาษาฐานคิดไปเล่าเรื่องภาษากาย ภาษาใจ ทำไม่ได้แน่ ๆ
ดังนั้น คนไม่ฝึกจะไม่มีวันรู้ได้เลย
::::::::::::::::::
Credit : ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ
#Life101Page #Mindfulness
» โดย ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ
คนเราถ้า ไม่ได้ ฝึกสติมา เวลาที่ เจออุปสรรค เจอปัญหา เจอความคับข้องใจ ก็มัก จะดึง "ความรู้ชุดเดิม ๆ" ความเชื่อเดิม ๆ ออกมาใช้ หรือ ที่ คนจีนเรียกว่า ซี้ปังเท้า (หัวสี่เหลี่ยม มาจาก "ไม่พลิกแพลง")
เมื่อ ไม่พลิกแพลง ก็คือ ใช้ทางเลือกเดิม ๆ เช่น ความรุนแรง ทำคนอื่นเดือดร้อน เรียกร้องความสนใจแบบเดิม ๆ เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ ส่งเสียงดัง ทำลายของ พอโตขึ้น ก็ คิดแบบเดิม ๆ ส่งเสียงดัง ทำลายข้าวของ
เมื่อ สติไม่ได้ฝึก ทางเลือกน้อย ความสังเกตหายไป เมื่อไม่สังเกต ก็ใช้ แนวทางเดิม หรือ แผ่นเสียงตกร่อง วังวนเดิม ๆ ไม่กล้ายอมรับ ไม่กล้าให้อภัย
คนที่ฝึกสติ มามาก ก็จะมี "ทางเลือก"(Choices) มากขึ้น เพราะ เขา กล้าที่จะ คิดใหม่ เฉลียวใจ หามุมมองใหม่ เมื่อ เจอ อุปสรรค เจอ ปัญหา เจอความคับข้องใจ ก็ ใช้ การสนทนาร่วม (Collective conversation)
ก็ได้ใช้ ปัญญาร่วม (Collective intelligent) กับ เพื่อน ๆ ที่ดี
::::::::::::::::::
คนสติน้อย จะไม่ฟังใคร แพ้ไม่เป็น ทำเสียงดัง ทำลายข้าวของ โวยวาย ฯลฯ ใช้ทางเลือกเดิม ใช้ อุปนิสัยเดิม ๆ ตั้งแต่เป็นเด็ก ๆ ก็ เรียกความสนใจแบบนี้
คนอ่อนแอ คนมีปม คนขลาด มักนิยม ชอบความรุนแรง คนกลัวจะทำร้ายคนอื่นก่อนเสมอ
หากเราสังเกตสิ่งใด ได้ไม่สุด ไม่รอบ ไม่ครบ ไม่จบ ไม่ละเอียดพอ เรา ก็มัก จะ "เลือกข้าง" เกิดตัว อคติ และ ลำเอียง
ลอง นั่งสมาธิ ปิดตา แล้ว สังเกต ๆ(Observe) ลมหายใจที่เราสูดเข้าออก
โดย ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องใช้ตรรกะ(Logic) ไม่ต้องคิดไปในอนาคต และอดีต ปัจจุบันคือ สังเกต ๆๆๆๆ
ในขณะสังเกต จงห้อยแขวน หรือ ชะลอ การตัดสิน จงห้อยแขวน หรือ อย่าด่วน พิพากษา
เราจะสังเกต เห็น การทำงานของความคิดและจิต จิตและกาย ได้ชัดเจนขึ้น เช่น
จิตผิดปกติ เราจะมีความคิดเป็นยังไง
ความคิดจร (ไม่ตั้งใจคิด) แวบ เข้ามาโจมตีเรา พาเราเขว เฉไฉ ออกไปได้อย่างไร
การดูจิต ที่แท้จริง คือ การรู้เท่าทันจิต ด้วยการ sensing & feeling ไม่ใช้ การ thinking
จง ดู ๆๆๆๆๆๆ รู้ ๆๆๆๆๆ รู้ใจตนเอง สงบหรือไม่สงบ
::::::::::::::::::
ฝึกทำจิตว่าง ๆ จิตที่ว่าง ๆ จึงจะ รู้ว่า จิตไม่ว่าง
กายที่ผ่อนคลาย จึงจะรู้ว่า กายไม่ผ่อนคลายเป็นอย่างไร
จิตว่าง รู้ได้จาก กายที่ผ่อนคลาย
จิตไม่ว่าง กายไม่ผ่อนคลาย และ จะผลิตความคิดไม่ปกติออกมา
ถ้า จะคิด ก็จงคิดเมื่อจิต ปกติ
ถ้าจิตไม่ปกติ จะผลิต ความคิดแบบ มีอัตตา อคติ ลำเอียง
จง รู้ ๆๆๆๆ โดยอย่าด่วนตีความเอง
อย่าด่วนตัดสิน อย่าด่วนเลือกข้าง
::::::::::::::::::
พึงระลึกไว้ว่า..."ผู้รู้ไม่คิด ผู้คิดไม่รู้"
"ความคิด vs ความรู้สึกตัว" ทั้งสองตัวนี้ เขาจะ ทำหน้าที่ได้ ทีละตัวนะ หาก คิด ใช้ ฐานคิด ก็จะลืม ฐานกาย (ความรู้สึกตัว) ในทางกลับกัน หาก เรา รู้ตัว ทั่วพร้อม เรา ก็จะต้อง หยุดคิด
พวกเรา ที่ฝึกสติมาน้อย จะหลงไป คิด ๆๆๆ อยู่นั่นแหละ
ลอง ฝึก "หยุดคิด" แล้ว ย้ายไป ฐานกาย ให้ดู ให้สร้างความรู้สึก (Sensing) ที่ กาย ทำบ่อยๆ จะ เก่งขึ้น จนไป รู้สึก (Feeling) ได้ ที่ ฐานใจ
เมื่อฐานใจ สบาย ๆ ร่างกายจะผ่อนคลายเราก็รู้ เกร็ง เครียดเราก็รู้ เมื่อรู้ ก็ "หยุดคิด"
หาก ยังเอาแต่คิด ก็จะไม่รู้ ( ใช้ฐานกายไม่ได้ เพราะ มัวแต่ใช้ฐานคิด) เพราะ คนที่เขารู้ ๆๆๆๆ (มีสติ) รู้ที่ กาย (ลมหายใจเข้าออก พุงยุบ พุงพอง รู้การเคลื่อนไหวของกาย รู้ทุกอิริยาบท ฯลฯ) จะไม่คิด
::::::::::::::::::
ให้โหมดปกติ (เป็น โหมด stanby mode) ของเรา เป็น โหมดรู้กาย พอ โดนกระทบ ก็ทำ กายสบาย ๆ ใจจะสบาย ๆ
ช่วงที่ กายสบาย ใจสงบ จะได้ "ปัญญา" จากฐานคิด เป็นปัญญาที่ดี มีประโยชน์
หาก คิดไม่ดี เราจะรู้ได้ เพราะ กายจะไม่ผ่อนคลาย ใจไม่สงบ หากคิดไม่ดี ก็หยุดคิด กลับ ไปรู้ๆๆๆ ที่ ฐานกาย ต่อไป
ปัญญาฐานกาย เป็น tacit knowledge และ เมื่อเก่งแล้ว ได้มหาสติแล้ว จะเป็น The Deepest Knowledge
ในเมื่อเป็น ปัญญาฐานกาย ดังนั้น เขียนอธิบายได้ยาก บอกเล่าก็ยาก ใช้ภาษาฐานคิดไปเล่าเรื่องภาษากาย ภาษาใจ ทำไม่ได้แน่ ๆ
ดังนั้น คนไม่ฝึกจะไม่มีวันรู้ได้เลย
::::::::::::::::::
Credit : ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ
#Life101Page #Mindfulness
Labels: สติ

0 Comments:
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
<< Home