การตั้งเป้าหมาย
ช่วงนี้ผมได้คุยกับเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วหลายคน เมื่อถามถึงเป้าหมายในชีวิตทุกคนมีเป้าหมายที่ต่างกันไปรายละเอียด แต่ที่เหมือนกันเกือบทุกคนคือเป้าหมายนั่นใหญ่และมีการบันทึกเอาไว้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เหมือนกับจะเป็นเครื่องเตือนใจตัวเอง
ท่านที่มีโอกาสอ่านหนังสือพวก self improvement บ่อยๆคงพอจะนึกออกว่าเกือบทุกเล่มจะแนะนำให้มีการเขียนเป้าหมายของตัวเองไว้ แต่หลายท่านอาจจะเหมือนผมสมัยก่อนคือ เป้าหมายนี่มันเขียนยังไงและเขียนไปทำไม (ว่ะ) ใช้จำๆเอาไม่ได้เหรอ คำตอบคือไม่ได้ครับ ยังไงก็ควรมีการบันทึกให้เป็นเรื่องเป็นราว อาจจะไม่ใช้การเขียนก็ได้
ผมเคยเห็นคนที่มีเป้าหมายเป็นการสร้างบ้านให้พ่อแม่ เอาเลโก้มาต่อแบบบ้านแล้ววางไว้บนโต๊ะทำงานก็มี
ประเด็นเรื่องเป้าหมายนี้น่าสนใจผม จึงได้ลองรวบรวมการเขียนเป้าหมายจากบุคคลที่ประสบความสำเร็จจริงๆว่าเขามีวิธีการอย่างไรกันบ้าง และทำไมการบันทึกลงไปจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ
1. เป้าหมายที่ตั้งไว้นั้นจะต้องมาจากตัวเราเอง พูดดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายแต่หลายคนตั้งเป้าหมายในชีวิตจากความคาดหวังของคนอื่นนะครับ
ถ้าหากเรายอมให้สังคมหรือบุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามไม่เว้นแม้แต่พ่อแม่ของเราเองมาเป็นคนตั้งเป้าหมายให้เรา เรากำลังฝากอนาคตไว้กับสิ่งที่เราแทบจะควบคุมอะไรไม่ได้เลย
เอาแบบพื้นๆนะครับ ลองนึกถึงเวลาเราเห็นเพื่อนๆโพสรูป ของสวยๆงามๆ งานแต่งงาน การเดินทางไปต่างประเทศ หรือรูปลูกน่ารักๆ บางทีมันกระตุ้นให้เราอยากได้ของเหล่านั้นทั้งๆที่จริงๆแล้วลึกเราไม่ได้ต้องการมันเลย แต่เราก็ต้องเสียพลังงานไปขวนขวายมา
ถ้าเอาแบบพื้นๆมันก็คล้ายที่ Dave Ramsey เคยกล่าวไว้แบบแสบๆคันๆว่า
We buy things we don't need with money we don't have to impress people we don't like.”
เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการตั้งเป้าหมาย คือการสร้างนิยามของสิ่งที่เราอยากได้ขึ้นมาจริงๆ แล้วเลิกสนใจว่าคนอื่นจะคิดยังไง
2. เป้าหมายที่ดีควรมีความหมายมากกว่าความสุขส่วนตัว นิยามมันกว้างมากฉะนั้นขอยกตัวอย่างให้ฟังล่ะกัน
ราวหนึ่งศตรววษที่แล้ว ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
เลขาธิการของสถาบัน Smithsonian กำลังหมกมุ่นอยู่กับงานครั้งวิจัยชิ้นสำคัญในชีวิตของเขา นั่นคือการสร้างเครื่องจักรที่สามารถจะพามนุษย์ขึ้นบินบนท้องฟ้าได้ เขาทำเครื่องร่อนแบบไร้คนขับมาหลายเครื่องแล้วและเขามั่นใจว่างานนี้จะต้องสำเร็จแน่นอน
และหากเขาสร้างเครื่องบินสำเร็จมันจะนำมาซึ่งรายได้และชื่อเสียงมากให้เขาอย่างมหาศาล ทุกครั้งที่เขาให้สัมภาษณ์สื่อเขามักจะบอกเป็นนัยๆถึงเป้าหมายเรื่องนี้ของเขา
โครงการนี้ยังได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ พร้อมทั้งการได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องไม้เครื่องมือของกองทัพในการทำงานวิจัย และมีนักวิทยาศตร์เข้ารวมทีมกับเขาหลายคน นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ล้วนเป็นบุคคลชั้นหัวกะทิในวงการและจบจากมหาวิทยาลับชั้นหนึ่งทั้งสิ้น เครื่องจักรของเขาพร้อมบินในวันที่ 9 ธันวาคม 1903 ท่ามสักขีพยานและนักข่าวมากมาย
แต่เครื่องจักรของเขาตกลงไปในแม่น้ำ Potomac อย่างไม่เป็นท่า มันบินไม่ขึ้นแม้แต่ฟุตเดียว
ห่างออกไปหลายร้อยไมล์ในเมือง Dayton รัฐโอไฮโอ สองพี่น้องเจ้าของร้านจักรยานเล็กๆ ที่ไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัย ไม่เงินทุนสนับสนุนจากใคร ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออันซับซ้อนไปมากกว่าอุปกรณ์ในร้านจักรยานของเขา สิ่งเดียวที่สองพี่น้องมีมากล้นคือ ”ความฝัน”
ความฝันที่อยากจะเห็นมนุษย์บินได้เหมือนนก
ทั้งสองฝันจะเปลี่ยนโลก
ในวัน 17 ธันวาคม 1903 (8 วันหลังจากที่การทดลองของเลขาธิการของ Smithsonian ล้มเหลว) สองพี่น้องส่งเครื่องบินของเขาขึ้นสู่ท้องฟ้า มันบินด้วยความเร็วช้ามาก และบินอยู่ได้แค่ 59 วินาที ที่ความสูงแค่ 120 ฟุต
แต่มันเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของโลกไปตลอดกาล
ชายคนแรกชื่อ Samuel Pierpont Langley เราอาจจะไม่คุ้นชื่อเขานัก เพราะหลังจากที่เขาไม่สามารถเป็นคนแรกในการสร้างเครื่องบินสำเร็จเขาก็ล้มเลิกการทดลอง โดยปฏิเสธที่จะทำการค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาวงการการบินต่อไป เพราะการที่ไม่ได้เป็นคนแรกที่ประดิษฐ์เครื่องบินสำเร็จ ชื่อเสียงและเงินทองที่เขาหวังไว้ก็มลายหายไป เขาไม่มีจุดประสงค์ในการทำงานต่อ
เขาเสียชีวิตในอีกไม่ถึง 2 ปีถัดมา หลายคนบอกว่าเขาตรอมใจตายจากความอับอายในความล้มเหลวครั้งนั้น
ส่วนสองพี่น้องเจ้าของร้านจักรยาน เรารู้จักกันดีในนามของพี่น้องตระกูล Wright ที่ไม่มีทั้งเงินทอง ความรู้ และการสนับสนุนแบบที่ Langley มี
แต่ที่สองพี่น้องทำสำเร็จมาจากขนาดของความฝันที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าตัวเอง
ชีวิตของเราก็เหมือนกันครับ คนที่ประสบความสำเร็จมากๆที่ผมพบก็มักจะไม่ได้ตั้งโจทย์ในชีวิตของเขาจากความอยากรวย แต่พวกเขาทำงานเพื่ออยากจะสร้างอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเองมากๆ แล้วในที่สุดความสำเร็จชื่อเสียงและเงินทองมันจะตามมาของมันเอง
เราอยู่บนโลกนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อความสุขของเรา แต่เพื่อความสุขของคนอื่นด้วย
3. ตั้งเป้าหมายที่ป้องกันคำว่า “ถ้ารู้งี้นะ ฉันจะ……….” มีคนมากมายที่ก่อนตายจะซาบซึ้งถึงความเจ็บแสบของคำว่า “ถ้ารู้งี้” มนุษย์มักไม่เสียใจกับสิ่งที่ได้ทำแต่จะเสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ทำมากกว่า (อันนี้เฉพาะเรื่องดีๆนะครับ)
4. เป้าหมายควรมีความยืดหยุ่น อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอนเป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นแค่กรอบกว้างและต้องสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ได้ เพราะบางทีมันอาจจะมีโอกาสเจ๋งๆในชีวิตที่ไม่คาดฝันเข้ามาหรือบางทีโลกของความเป็นจริงก็ทำให้เราต้องหันหัวเรือใหม่
ยกตัวอย่างเรื่องผมเอง สมัยตอนเด็กๆผมมีเป้าหมายอย่างมุ่งมั่นที่จะเทริ์นโปรและแข่งกอล์ฟเป็นอาชีพ ผมซ้อมอย่างหนักและติดทีมเยาวชนของไทยตั้งแต่ตัวเล็กๆ แต่พอเข้ามัธยมผมก็พบว่าอาชีพนักกอล์ฟคงไม่เหมาะกับผม ผมเลยเลิกตีและหันมามุ่งอ่านหนังสือเพื่อสอบเอนทรานซ์เข้าคณะวิศวะแทน
5. เป้าหมายต้องวัดได้และเฉพาะเจาะจง การตั้งเป้าหมายประเภท “จะมีพอร์ทหุ้นที่ให้ปันผลโดยไม่ต้องทำงานอีกต่อไป” แบบนี้มันกว้างเกินไปครับ คำว่า “ไม่ต้องทำงาน” อีกต่อไป ต้องมาดูด้วยว่าจะต้องใช้เงินปีละเท่าไร แล้วพอร์ตหุ้นต้องใหญ่ขนาดไหน yield เท่าไร แล้วถ้าตลาดร่วงเหลือ 300 จุดจะทำไง มีแผนสำรองไหม บลา บลา บลา
หรือบางคนบอกว่า “ต้องการมีเวลาให้ลูกมากขึ้น” ไอ้ที่ว่ามากขึ้นนี่คือเท่าไร กำหนดไปเลยได้ไหมว่าสัปดาห์ละกี่ชั่วโมง และแต่ละสัปดาห์ตัองมีกิจกรรมอะไรบ้าง
ยกตัวอย่างเช่นผมมีเป้าหมายหนึ่งบอกว่าจะต้องนำบริษัทเข้าจะทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ให้ได้ภายในปี 2020 แบบนี้ชัดเจนและวัดผลได้ เป็นต้น
เป้าหมายที่ไม่สามารถวัดผลได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการคิดแบบเลื่อนลอยนะครับ
6. วิธีการนำมาถึงซึ่งเป้าหมายต้องสัมพันธ์กับความเชื่อเชิงลึกของตัวท่านเอง ผมมักเรียกมันว่าเป้าหมายต้องเชื่อมกับจิตวิญญาณของเรา เช่น สมมติว่าเป้าหมายของคุณคือการหาเงินซัก 3 ล้านบาท แต่คุณเป็นคนถือศีล ห้าอย่างเคร่งครัด ดันมีเพื่อนชวนไปเปิดผับโดยจากองค์ประกอบต่างๆคิดว่า เงิน 3 ล้านนี้คุณได้แน่ๆ แต่วิธีการมันขัดกับความเชื่อในใจของคุณอย่างรุนแรง แบบนี้ก็คงไม่ดีแน่
7. เป้าหมายของคุณควรมีมิติที่สำคัญกับชีวิตของคุณอย่างครบถ้วน แน่นอนคนเรามีหลายเรื่องในชีวิต งาน ครอบครัว เพื่อน ฯลฯ แต่หลายคนตั้งเป้าหมายแต่กับเรื่องงานเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าคุณได้มีโอกาสได้ไปคุยกับคนที่เหลือเวลาไม่นานบนโลกนี้ ผมไม่เคยเจอซักคนที่บอกว่า “ฉันเสียดายที่ไม่ได้ใช้เวลากับที่ทำงานมากกว่านี้” เกือบทุกคนจะบอกว่า “ฉันเสียดายที่ไม่ได้ใช้เวลากับลูกมากกว่านี้” “ฉันเสียดายที่ไม่ได้ท่องเที่ยวมากกว่านี้” “ฉันเสียดายที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องศาสนามากกว่านี้”
ที่เขียนแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าให้ขี้เกียจทำงานแล้วเอาเวลาไปเที่ย แต่เราทุกคนมีเวลาบนโลกนี้จำกัด เพราะฉะนั้นเป้าหมายควรมีความสมดุล และสะท้อน “ความหมายในการดำรงอยู่”ของคุณ
ทั้งหมดนี้อย่าลืมนะครับว่าไม่ว่าเป้าหมายจะใหญ่แค่ไหน ถ้าไม่ลงมือทำก็เหมือนกับราฟาเอล นาดาลเล่นเทนนิสโดยไม่มีแรกเกตนั้นแหละครับ
.
.
แต่สุดท้ายถึงแม้เราจะไปไม่ถึงเป้าหมายก็อย่าเสียใจเพราะเป้าหมายบางทีมันก็มีไว้แค่ให้เรารู้ว่าจะเดินไปทางไหนเท่านั้นเอง
อย่างที่วีรบุรุษอย่าง Mahatma Gandhi ได้กล่าวไว้ว่า
Glory lies in the attempt to reach one's goal and not in reaching it.
(ขอบคุณภาพจาก picjumbo.com)
Credit Faceboo Marketing Everything Book
Labels: เป้าหมาย

0 Comments:
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
<< Home