Monday, June 30, 2014

จะมั่งคั่งร่ำรวยในวัยใดก็ย่อมแล้วแต่ผลทานแต่ชาติก่อน ๆ

สาเหตุที่แต่ละคนเรารวยในวัยเวลาต่างกันและไม่เท่ากันครับ เพราะมีเหตุถึงมีผลตามมาครับ / คนเราจะรวยก็ด้วยความเพียรพยายาม ถ้าไม่แม้ในชาตินี้ .. ในชาติก่อนเขาเหล่านั้นก็ต้องเคยทำมาครับ 
.
จะมั่งคั่งร่ำรวยในวัยใดก็ย่อมแล้วแต่ผลทานแต่ชาติก่อน ๆ 
.
๑ . ร่ำรวยตั้งแต่วัยต้น เพราะผลของทานที่ได้ตั้งเจตนาไว้บริสุทธิ์ดีตั้งแต่ก่อนจะทำทาน คือก่อนที่จะลงมือทำทานก็มีจิตเมตตาโสมนัสร่าเริง เบิกบานยินดีในทานที่ตนจะได้ทำเพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น แล้วก็ได้ลงมือทำทานไปตามเจตนานั้น เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ย่อมโชคดี โดยเกิดในตระกูลที่ร่ำรวย ชีวิตในวัยต้นอุดมสมบูรณ์พูนสุขไปด้วยทรัพย์ ไม่ยากจนแร้นแค้น ไม่ต้องขวนขวายหาเลี้ยงตนเองมาก แต่ถ้าเจตนานั้นไม่งามบริสุทธิ์พร้อมกันทั้ง ๓ ระยะแล้ว ผลทานนั้นก็ย่อมส่งผลให้ไม่สม่ำเสมอกัน คือแม้ว่าจะร่ำรวยตั้งแต่วัยต้นโดยเกิดมาบนกองเงินกองทองก็ตาม หากในขณะที่กำลังลงมือทำทานเกิดจิตเศร้าหมองเพราะหวนคิดเสียดายหรือหวงแหนทรัพย์ที่จะให้ทานขึ้นมา หรือเกิดหมดศรัทธาขึ้นมาเฉยๆแต่ก็ยังฝืนใจทำทานไปเพราะเสียไม่ได้หรือเพราะตามพวกพ้องไปอย่างเสียไม่ได้ เช่นนี้ผลทานย่อมหมดกำลังให้ผลระยะที่ ๒ ซึ่งตรงกับวัยกลางคน ซึ่งจะมีผลทำให้ทรัพย์สมบัติหายนะไปด้วยประการต่างๆแม้จะได้รับมรดกมาก็ไม่อาจจะรักษาไว้ได้ หากเจตนาในการทำทานนั้นเศร้าหมองในระยะที่ ๓ คือทำทานไปแล้วหวนคิดขึ้นมาทำให้เสียดายทรัพย์ ความหายนะก็มีผลต่อเนื่องมาจนบั้นปลายชีวิตด้วย คือทรัพย์สินคงวิบัติเสียหายต่อเนื่องจากวัยกลางคนตลอดไปจนถึงตลอดอายุขัยชีวิตจริงของผู้ที่เกิดบนกองเงินกองทองก็มีให้เห็น เป็นตัวอย่างที่เมื่อได้รับทรัพย์มรดกแล้วก็วิบัติเสียหายไป หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในวัยต้นแต่ก็ต้องล้มละลายในวัยกลางคน และบั้นปลายชีวิต แต่ถ้าได้ตั้งเจตนาในการทำทานไว้บริสุทธิ์ครบถ้วนพร้อม ๓ ระยะแล้ว ผลทานนั้นย่อมส่งผลสม่ำเสมอ คือร่ำรวยตั้งแต่เกิด วัยกลางคนและจนปัจฉิมวัย 
.
๒ . ร่ำรวยในวัยกลางคนการที่ร่ำรวยในวัยกลางคนนั้น สืบเนื่องมาจากผลของทานที่ได้ทำเพราะเจตนางามบริสุทธิ์ในระยะที่ ๒ กล่าวคือไม่งามบริสุทธิ์ในระยะแรก เพราะก่อนที่จะลงมือทำทานก็มิได้มีจิตศรัทธามาก่อน ไม่คิดจะทำทานมาก่อนแต่ก็ได้ตัดสินใจทำทานไปเพราะเหตุบางอย่าง เช่นทำตามพวกพ้องอย่าเสียไม่ได้ แต่เมื่อได้ลงมือทำทานอยู่ก็เกิดโสมนัสรื่นเริงยินดีในทานที่กำลังกระทำอยู่นั้น ด้วยผลทานชนิดนี้ย่อมทำให้มาบังเกิดในตระกูลที่ยากจนคับแค้น ต้องต่อสู้สร้างตนเองมาในวัยต้น ครั้นเมื่อถึงวัยกลางคน กิจการหรือธุรกิจที่ทำก็ประสบความสำเร็จรุ่งเรื่อง และหากเจตนาในการทำทานได้งามบริสุทธิ์ในระยะที่ ๓ ด้วย กิจการหรือธุรกิจนั้นย่อมส่งผลรุ่งเรื่องตลอดไปจนถึงบั้นปลายชีวิต หากเจตนาในการทำทานไม่บริสุทธิ์ในระยะที่ ๓ แม้ธุรกิจหรือกิจการงานจะประสบความสำเร็จรุ่งเรืองในวัยกลางคน แต่ก็ล้มเหลวหายนะในบั้นปลาย ทั้งนี้เพราะผลทานหมดกำลังส่งผลไม่ตลอดจนถึงบั้นปลาชีวิต 
.
๓ . ร่ำรวยปัจฉิมวัย คือร่ำรวยในบั้นปลายชีวิตนั้น สืบเนื่องมาจากผลทานที่ผู้กระทำมีเจตนางามไม่บริสุทธิ์ในระยะแรกและระยะที่ ๒ แต่งามบริสุทธิ์เฉพาะในระยะที่ ๓ กล่าวคือ ก่อนและในขณะลงมือทำทานอยู่นั้น ก็มิได้มีจิตโสมนัสยินดีในการทำทานนั้นแต่อย่างใด แต่ได้ทำลงไปโดยบังเอิญ เช่น ทำตามๆพวกพ้องไปอย่างเสียมิได้ แต่เมื่อได้ทำไปแล้วต่อมาหวนคิดถึงผลทานนั้น ก็เกิดจิตโสมนัสร่าเริง ยินดีเบิกบาน หากผลทานชนิดนี้จะน้อมนำให้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะเกิดในตระกูลที่ยากจนข้นแค้น ต้องต่อสู้ดิ้นรนศึกษาเล่าเรียนและขวนขวายสร้างตนเองมากตั้งแต่วัยต้นจนล่วงวัยกลางคนไปแล้ว กิจการงานหรือธุรกิจนั้นก็ยังไม่ประสบกับความสำเร็จ เช่นต้องล้มลุกคลุกคลานตลอดมา แต่ครั้นถึงบั้นปลายชีวิตก็ประสบช่องทางเหมาะ ทำให้กิจการนั้นเจริญรุ่งเรื่องทำมาค้าขึ้นและร่ำรวยอย่างไม่คาดหมาย ซึ่งชีวิตจริง ๆ ของคนประเภทนี้ก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างอยู่มาก 
.
.
องค์ประกอบข้อที่ ๓ . " เนื้อนาบุญต้องบริสุทธิ์ " 
คำว่า " เนื้อนาบุญ " ในที่นี่ได้แก่บุคคลผู้รับการทำทานของผู้ทำทานนั้นเอง นับว่าเป็นองค์ประกอบข้อที่สำคัญที่สุด แม้ว่าองค์ประกอบในการทำทานข้อที่ ๑ และข้อที่ ๒ จะงามบริสุทธิ์ครบถ้วนดีแล้ว กล่าวคือวัตถุที่ทำทานนั้นเป็นของที่แสวงหาได้มาด้วยความบริสุทธิ์ เจตนาในการทำทานก็งามบริสุทธิ์พร้อมทั้งสามระยะ แต่ตัวผู้ที่ได้รับการทำทานเป็นคนที่ไม่ดี ไม่ใช่ผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์ เป็นเนื้อนาบุญที่เลว ทานที่ทำไปนั้นก็ไม่ผลิดอกออกผล 
.
เปรียบเหมือนกับการหว่านเมล็ดข้าวเปลือกลงในพื้นนา ๑ กำมือ 
แม้เมล็ดข้าวนั้นจะเป็นพันธุ์ดีที่พร้อมจะงอกงาม ( วัตถุทานบริสุทธิ์ ) 
และ ผู้หว่านคือกสิกรก็มีเจตนาจะหว่านเพื่อทำนาให้เกิดผลิตผลเป้นอาชีพ ( เจตนาบริสุทธิ์ ) แต่หากที่นานั้นเป็นที่ที่ไม่สม่ำเสมอกัน เมล็ดข้าวที่หว่านลงไปก็งอกเงยไม่เสมอกัน โดยเมล็ดที่ไปตกในที่เป็นดินดี ปุ๋ยดี มีน้ำอุดมสมบูรณ์ดี ก็จะงอกเงยมีผลิตผลที่สมบูรณ์ ส่วนเมล็ดที่ไปตกบนพื้นนาที่แห้งแล้ง มีแต่กรวดกับทรายและขาดน้ำก็จะแห้งเหี่ยวหรือเฉาตายไป หรือไม่งอกเงยเสียเลย การทำทานนั้น ผลิตผลที่ผู้ทำทานจะได้รับก็คือ " บุญ " หากผู้ที่รับการให้ทานไม่เป็นเนื้อนาที่ดีสำหรับการทำบุญแล้ว ผลของทานคือบุญก็จะได้เกิดขึ้น แม้จะเกิดก็ไม่สมบูรณ์ เพราะแกร็นหรือแห้งเหี่ยวเฉาไปด้วยประการต่าง ๆ 
.
ฉะนั้นในการทำทาน ตัวบุคคลผู้รับของที่เราให้ทานจึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด เราผู้ทำทานจะได้บุญมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับคนพวกนี้ คนที่รับการให้ทานนั้นหากเป็นผู้ที่มีศีลธรรมสูง ก็ย่อมเป็นเนื้อนาบุญที่ดี ทานที่เราได้ทำไปแล้วก็เกิดผลบุญมาก หากผู้รับการให้ทานเป็นผู้ที่ไม่มีศีลไม่มีธรรม ผลของทานก็ไม่เกิดขึ้น คือได้บุญน้อย ฉะนั้นคติโบราณที่กล่าวว่า " ทำบุญอย่าถามพระ หรือ ตักบาตรอย่าเลือกพระ " เห็นจะใช้ไม่ได้ในสมัยนี้ เพราะว่าในสมัยนี้ไม่เหมือนกับท่านในสมัยก่อนๆที่บวชเพราะมุ่งจะหนีสงสาร โดยมุ่งจะทำมรรคผลและนิพพานให้แจ้ง ท่านจึงเป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ แต่ในสมัยนี้มีอยู่บางคนที่บวชด้วยคติ ๔ ประการ คือ " บวชเป็นประเพณี บวชหนีทหาร บวชผลาญข้าวสุก บวชสนุกตามเพื่อน " ธรรมวินัยใดๆท่านไม่สนใจ เพียงแต่มีผ้าเหลืองห่มกาย ท่านก็นึกว่าตนเป็นพระและเป็นเนื้อนาบุญเสียแล้ว ซึ่งป่วยการจะกล่าวไปถึงศีลปาฏิโมกข์ ๒๒๗ ข้อ แม้แต่เพียงศีล ๕ ก็ยังเอาแน่ไม่ได้ว่าท่านจะมีหรือไม่ การบวชที่แท้จริงแล้วก็เพื่อจะละความโลภ ความโกรธ ความหลง ปัญหาว่า 
.
ทำอย่างไรจึงจะได้พบกับท่านที่เป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ ข้อนี้ก็ย่อมขึ้นอยู่กับวาสนาของเราผู้ทำทานเป็นสำคัญ หากเราได้เคยสร้างสมอบรมสร้างบารมีมาด้วยดีในอดีตชาติเป็นอันมากแล้ว บารมีนั้นก็จะเป็นพลังวาสนาน้อมนำให้ได้พบกับท่านที่เป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ ทำทานครั้งใดก็มักโชคดี ได้พบกับท่านที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปเสียทุกครั้ง หากบุญวาสนาของเราน้อยและไม่มั่นคง ก็จะได้พบกับท่านที่เป็นเนื้อนาบุญบ้าง ได้พบกับอลัชชีบ้าง คือดีและชั่วคละกันไป เช่นเดียวกับการซื้อสลากกินแบ่งสลากกินรวบ หากมีวาสนาบารมีเพราะได้เคยทำบุญให้ทานฝากกับสวรรค์ไว้ในชาติก่อน ๆ ก็ย่อมมีวาสนาให้ถูกรางวัลได้ หากไม่มีวาสนาเพราะไม่เคยทำบุญทำทานฝากสวรรค์เอาไว้เลย ก็ไม่มีสมบัติสวรรค์อะไรที่จะให้เบิกได้ อยู่ ๆ ก็จะมาขอเบิก เช่นนี้ก็ยากที่จะถูกรางวัลได้ 
.
โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

Labels: , ,

Tuesday, June 24, 2014

» สติน้อย ทางเลือกน้อย - สติมาก ทางเลือกมาก

» สติน้อย ทางเลือกน้อย - สติมาก ทางเลือกมาก
» โดย ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

คนเราถ้า ไม่ได้ ฝึกสติมา เวลาที่ เจออุปสรรค เจอปัญหา เจอความคับข้องใจ ก็มัก จะดึง "ความรู้ชุดเดิม ๆ" ความเชื่อเดิม ๆ ออกมาใช้ หรือ ที่ คนจีนเรียกว่า ซี้ปังเท้า (หัวสี่เหลี่ยม มาจาก "ไม่พลิกแพลง")

เมื่อ ไม่พลิกแพลง ก็คือ ใช้ทางเลือกเดิม ๆ เช่น ความรุนแรง ทำคนอื่นเดือดร้อน เรียกร้องความสนใจแบบเดิม ๆ เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ ส่งเสียงดัง ทำลายของ พอโตขึ้น ก็ คิดแบบเดิม ๆ ส่งเสียงดัง ทำลายข้าวของ

เมื่อ สติไม่ได้ฝึก ทางเลือกน้อย ความสังเกตหายไป เมื่อไม่สังเกต ก็ใช้ แนวทางเดิม หรือ แผ่นเสียงตกร่อง วังวนเดิม ๆ ไม่กล้ายอมรับ ไม่กล้าให้อภัย

คนที่ฝึกสติ มามาก ก็จะมี "ทางเลือก"(Choices) มากขึ้น เพราะ เขา กล้าที่จะ คิดใหม่ เฉลียวใจ หามุมมองใหม่ เมื่อ เจอ อุปสรรค เจอ ปัญหา เจอความคับข้องใจ ก็ ใช้ การสนทนาร่วม (Collective conversation)

ก็ได้ใช้ ปัญญาร่วม (Collective intelligent) กับ เพื่อน ๆ ที่ดี

::::::::::::::::::

คนสติน้อย จะไม่ฟังใคร แพ้ไม่เป็น ทำเสียงดัง ทำลายข้าวของ โวยวาย ฯลฯ ใช้ทางเลือกเดิม ใช้ อุปนิสัยเดิม ๆ ตั้งแต่เป็นเด็ก ๆ ก็ เรียกความสนใจแบบนี้

คนอ่อนแอ คนมีปม คนขลาด มักนิยม ชอบความรุนแรง คนกลัวจะทำร้ายคนอื่นก่อนเสมอ

หากเราสังเกตสิ่งใด ได้ไม่สุด ไม่รอบ ไม่ครบ ไม่จบ ไม่ละเอียดพอ เรา ก็มัก จะ "เลือกข้าง" เกิดตัว อคติ และ ลำเอียง

ลอง นั่งสมาธิ ปิดตา แล้ว สังเกต ๆ(Observe) ลมหายใจที่เราสูดเข้าออก

โดย ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องใช้ตรรกะ(Logic) ไม่ต้องคิดไปในอนาคต และอดีต ปัจจุบันคือ สังเกต ๆๆๆๆ

ในขณะสังเกต จงห้อยแขวน หรือ ชะลอ การตัดสิน จงห้อยแขวน หรือ อย่าด่วน พิพากษา

เราจะสังเกต เห็น การทำงานของความคิดและจิต จิตและกาย ได้ชัดเจนขึ้น เช่น

จิตผิดปกติ เราจะมีความคิดเป็นยังไง

ความคิดจร (ไม่ตั้งใจคิด) แวบ เข้ามาโจมตีเรา พาเราเขว เฉไฉ ออกไปได้อย่างไร

การดูจิต ที่แท้จริง คือ การรู้เท่าทันจิต ด้วยการ sensing & feeling ไม่ใช้ การ thinking

จง ดู ๆๆๆๆๆๆ รู้ ๆๆๆๆๆ รู้ใจตนเอง สงบหรือไม่สงบ

::::::::::::::::::

ฝึกทำจิตว่าง ๆ จิตที่ว่าง ๆ จึงจะ รู้ว่า จิตไม่ว่าง

กายที่ผ่อนคลาย จึงจะรู้ว่า กายไม่ผ่อนคลายเป็นอย่างไร

จิตว่าง รู้ได้จาก กายที่ผ่อนคลาย

จิตไม่ว่าง กายไม่ผ่อนคลาย และ จะผลิตความคิดไม่ปกติออกมา

ถ้า จะคิด ก็จงคิดเมื่อจิต ปกติ

ถ้าจิตไม่ปกติ จะผลิต ความคิดแบบ มีอัตตา อคติ ลำเอียง

จง รู้ ๆๆๆๆ โดยอย่าด่วนตีความเอง

อย่าด่วนตัดสิน อย่าด่วนเลือกข้าง

::::::::::::::::::

พึงระลึกไว้ว่า..."ผู้รู้ไม่คิด ผู้คิดไม่รู้"

"ความคิด vs ความรู้สึกตัว" ทั้งสองตัวนี้ เขาจะ ทำหน้าที่ได้ ทีละตัวนะ หาก คิด ใช้ ฐานคิด ก็จะลืม ฐานกาย (ความรู้สึกตัว) ในทางกลับกัน หาก เรา รู้ตัว ทั่วพร้อม เรา ก็จะต้อง หยุดคิด

พวกเรา ที่ฝึกสติมาน้อย จะหลงไป คิด ๆๆๆ อยู่นั่นแหละ

ลอง ฝึก "หยุดคิด" แล้ว ย้ายไป ฐานกาย ให้ดู ให้สร้างความรู้สึก (Sensing) ที่ กาย ทำบ่อยๆ จะ เก่งขึ้น จนไป รู้สึก (Feeling) ได้ ที่ ฐานใจ

เมื่อฐานใจ สบาย ๆ ร่างกายจะผ่อนคลายเราก็รู้ เกร็ง เครียดเราก็รู้ เมื่อรู้ ก็ "หยุดคิด"

หาก ยังเอาแต่คิด ก็จะไม่รู้ ( ใช้ฐานกายไม่ได้ เพราะ มัวแต่ใช้ฐานคิด) เพราะ คนที่เขารู้ ๆๆๆๆ (มีสติ) รู้ที่ กาย (ลมหายใจเข้าออก พุงยุบ พุงพอง รู้การเคลื่อนไหวของกาย รู้ทุกอิริยาบท ฯลฯ) จะไม่คิด

::::::::::::::::::


ให้โหมดปกติ (เป็น โหมด stanby mode) ของเรา เป็น โหมดรู้กาย พอ โดนกระทบ ก็ทำ กายสบาย ๆ ใจจะสบาย ๆ

ช่วงที่ กายสบาย ใจสงบ จะได้ "ปัญญา" จากฐานคิด เป็นปัญญาที่ดี มีประโยชน์

หาก คิดไม่ดี เราจะรู้ได้ เพราะ กายจะไม่ผ่อนคลาย ใจไม่สงบ หากคิดไม่ดี ก็หยุดคิด กลับ ไปรู้ๆๆๆ ที่ ฐานกาย ต่อไป

ปัญญาฐานกาย เป็น tacit knowledge และ เมื่อเก่งแล้ว ได้มหาสติแล้ว จะเป็น The Deepest Knowledge

ในเมื่อเป็น ปัญญาฐานกาย ดังนั้น เขียนอธิบายได้ยาก บอกเล่าก็ยาก ใช้ภาษาฐานคิดไปเล่าเรื่องภาษากาย ภาษาใจ ทำไม่ได้แน่ ๆ

ดังนั้น คนไม่ฝึกจะไม่มีวันรู้ได้เลย

::::::::::::::::::

Credit : ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

#Life101Page #Mindfulness

Labels:

Monday, June 16, 2014

"12 คุณลักษณะที่จะทำให้คุณเป็น Rock-Star Boss"

"12 คุณลักษณะที่จะทำให้คุณเป็น Rock-Star Boss"

1.Think positive : คิดบวก ทุกเหตุการณ์คือโอกาสในการเรียนรู้.. การคิดบวกไม่ใช่เรื่องของคนโลกสวย การคิดบวกเป็นสุดยอดตัวช่วยที่จะผลักดันให้คุณข้ามผ่านสถานการณ์อันเลวร้ายได้อย่างไม่น่าเชื่อ คุณสมบัตินี้จะเห็นชัดเจนที่สุดในช่วงที่มีแรงกดดันสูง

2.Honest is the best policy : ผู้นำที่ดีต้องเป็นคนซื่อสัตย์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น(ลูกน้องและคู่ค้า) ผู้นำต้องกล้ายอมรับความจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ก็ตาม อย่าลืมว่าทุกองค์กรไม่สามารถก้าวหน้าได้ด้วยการปิดบัง

3.Delegate : ผู้นำคือตัวแทน ไม่ใช่ตัวสั่ง ผู้นำคือคนที่อยู่เบื้องหลังทุกความสำเร็จ พวกเขาจะยกความชอบให้คนอื่นและยินดีรับความผิดให้กับทีม 

4.Communication Is The Best Leadership Skill : ทักษะการสื่อสารเป็นพื้นฐานของความเป็นผู้นำ ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในองค์กรเกิดจากการสื่อสารที่ผิดพลาด ผู้นำที่ดีทุกคนรู้ว่าเวลาไหนควรพูด และที่สำคัญกว่าคือเวลาไหนไม่ควรพูด

5.Know how to inspire : หนึ่งในทักษะที่สำคัญที่สุดของการเป็นผู้นำ คือ การจุดประกายฝัน เป็นความสามารถในการดึงศักยภาพของผู้อื่นออกมาใช้.. การ inspire จะมีความสำคัญมากโดยเฉพาะในช่วงที่ต้องรับแรงกดดันสูง เพราะสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องรับมือคือเรื่องของอารมณ์ ช่วงเวลานั้นจะเป็นบททดสอบสำคัญของความเป็นผู้นำของคุณ

6.Align The Team : กำหนดทิศทางของทีม ทำให้ทุกคนรู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไร ทำเพื่ออะไรและทำไมถึงต้องทำ เพื่อสร้างพลังแห่งการ focus.. ทุกคนต้องมุ่งไปในทางเดียวกัน มองเห็นภาพเดียวกัน ทุกอย่างถึงจะประสบความสำเร็จ

7.Promote Work Life Balance : สนับสนุนการสร้างความสมดุลในชีวิต พนักงานทั้งหมดเป็นคน นั่นหมายความว่า พวกเขาต้องการความเป็นอิสระบ้าง ต้องการมีเวลาว่างบ้าง พวกเขาอยากมีความสุขเท่า ๆ กับที่คุณต้องการ หน้าที่อย่างหนึ่งของผู้นำคือการจัดการความสมดุลทั้งหมดให้แก่ชีวิตของทุกคนในทีม

8.Give Credit Where It’s Due : ผู้นำที่ดีต้องเชื่อใจคนในทีมให้ได้(นั่นหมายความว่าทุกคนต้องทำตัวให้น่าเชื่อใจด้วย) ต้องให้ความไว้วางใจในการตัดสินใจ โดยเฉพาะงานใหญ่ ยิ่งคนอื่นรับรู้ถึงความเชื่อใจที่คุณมีต่อเขาได้มากเท่าไหร่ เขายิ่งรู้สึกต้องรับผิดชอบให้ได้มากขึ้นเท่านั้น

9.Encourage growth : สร้างวัฒนธรรมองค์กรให้รักความก้าวหน้า ไม่ใช่ความมั่นคง สร้างสภาพแวดล้อมให้ทุกคนไม่กลัวที่จะผิดพลาด ความสงสัยเป็นพื้นฐานแห่งการเรียนรู้ คนที่ไม่เคยทำผิดพลาดคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย 

10.Praise Your Employees! : ชมเชยพนักงานด้วย ทุกคนชอบให้คนอื่นพูดถึงตัวเองในด้านที่ดี ทุกคนชอบคำยกย่องสรรเสริญ พนักงานของคุณเองก็เหมือนกัน การพูดยกย่องลูกทีมไม่ได้ทำให้คุณดูต่ำต้อย ในทางกลับกันมันช่วยยกคุณให้สูงขึ้นกว่าเดิม

11.Mentor : ผู้นำที่ดีไม่ใช่คนที่ชี้นิ้วสั่งอย่างเดียว พวกเขาจะแสดงให้คุณดูว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องทำเพื่อเดินไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ ผู้นำคือสุดยอดที่ปรึกษา ผู้นำที่ดีจะคอยชี้แนะเพื่อให้คุณบรรลุเป้าหมายของคุณ ไม่ใช่เป้าหมายของเขา

12.Be absolutely fair : ผู้นำที่ดีต้องเป็นคนที่มีความยุติธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น แน่นอนว่าทุกคนต้องการความเสมอภาค และพนักงานทุกคนก็เป็นคนเหมือนคุณ สังเกตดูว่าองค์กรที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง จะไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก หรือแบ่งชนชั้นแต่อย่างใด.. คำว่า fair ในอีกมุมหนึ่ง คือ การวัดคนที่ผลงาน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

(แถม) 13.Encourage the great habits : ผู้นำที่ดีจะสนับสนุนให้ทุกคนทำแต่เรื่องดี ๆ สนับสนุนให้ทุกคนสร้างนิสัยที่ดี บ่มเพาะความรับผิดชอบ ความมีวินัยและความรักความก้าวหน้า รวมถึงเรื่องของความสุข รอยยิ้มและการให้อภัยซึ่งกันและกัน

Wealth Creation


================================
ทำความรู้จัก "Wealth Creation" :index_086:

ตามลิงค์นี้เลยครับ :https://www.facebook.com/pages/Wealt...ookmark_t=page

ตู้หนังสือออนไลน์ บทความ ข้อคิด คำคม สำหรับการพัฒนาตนเอง ได้ถูกรวบรวมและฉายลงบนพื้นที่แห่งนี้:index_078:

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการประสบความสำเร็จ คุณคงไม่กล้ามองข้าม page ของเราไปแน่ๆ 

แล้วเจอกันครับ "Wealth Creation":index_022:

ไม่มีเวลา ตอนนี้ยุ่งอยู่

สังคมสมัยใหม่เป็นยุคที่ต้องต่อสู้กับความรวดเร็วของความคิด 
ในยุคที่สื่อ digital เข้ามามีบทบาท เป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิต
ความรวดเร็วในการบริหารงานและการตัดสินใจจึงเป็นตัวกำหนด
"ความสำเร็จและความล้มเหลว" 

ความรวดเร็วเป็นบ่อเกิดแห่งมูลค่า 
การนำหน้าเพียง 1 นาที ก็สามารถทิ้งห่างคู่แข่งได้ไม่ยาก 
คนที่(มีแวว)ประสบความสำเร็จจะใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ 
พวกเขาตัดสินใจรวดเร็ว
(แต่เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของความเป็นจริงและความเป็นเหตุเป็นผล) 
พวกเขาไม่ลังเล และยินดีรับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้จากการตัดสินใจ 

พวกเขาเชื่อว่า.. "การตัดสินใจที่ผิดพลาด ยังดีกว่าการไม่ตัดสินใจอะไรเลย"

คำพูดที่ว่า "ไม่มีเวลา" ไม่มีอยู่จริงในยุค digital 
คำว่า "เดี๋ยวก่อน" เป็นเพียงข้ออ้างของคนขี้เกียจ 
ไม่ใช่ว่าไม่มีเวลา.. แต่เป็นเพราะขาดความตั้งใจจริง
สิ่งที่ควรทำจึงถูกเลื่อนเวลาออกไป 

ถ้าคุณชอบอ้างว่า "ไม่มีเวลา.. ช่วงนี้ยุ่งอยู่" 
ให้เหลียวมองผู้คนรอบข้างที่ทำงานหนักกว่าและยุ่งกว่า

ความจริงแล้ว.. คุณและเขามีเวลาเท่ากัน เพียงแต่ใช้เวลาต่างกัน 
คุณภาพของเวลาที่ได้จึงต่างกัน ความสำเร็จจึงต่างกัน..

ทุกวันนี้ ความมั่งคั่งจะวิ่งเข้าหาคนที่คิดก่อน ทำก่อน เสมอ

ไม่โลเล ตัดสินใจให้เร็วแต่อย่าลืมพกสมองติดตัวไปด้วย 
ท้ายที่สุดอย่าลืมว่า ทุกการตัดสินใจมีโอกาสผิดพลาดเสมอ
ดังนั้นต้องเตรียมตัวรับมือกับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นให้ได้ด้วย

Wealth Creation

Tuesday, June 10, 2014

บทเรียนความผิดพลาดของ ครู เกียรติ

บทเรียนความผิดพลาดของตัวผมเอง ... ที่ได้เรียนรู้ในปีนี้ครับ / 10/06/2014 ... (เห็นช่วงนี้ มีหลายๆท่านโชว์เทพกันมากมาย ... งั้นผมเองเอาบทเรียนความผิดพลาดมาโชว์โง่แทนบ้างแล้วกันครับ ... คิดว่าผู้อ่าน น่าจะได้ประโยชน์มากกว่าจากการอ่าน ... เพราะจะได้เรียนรู้จากความผิดพลาดที่ผมทำมาและเป็นบทเรียนที่ผู้อ่านหลายท่านจะได้ไม่ผิดซ้ำแบบผมอีก) ...
.
Lesson No.1 .. / ปลาย้ายบ่อ ...
เกริ่นที่มา ... ผมเองนั้นพื้นเดิมประสบการณ์เทรดตลอดมาจะอยุ่ที่ตลาด FOREX ราวๆ 7 ปีกว่าๆ ทั้งในแบบ Retail trader, Proprietary trader, Fund Trader .. / ตลอดเวลาที่ผ่านมา ด้วยความที่เราขลุกอยู่กับตลาดนี้มานาน อาศัยว่าตนเองมีความเข้าใจค่อนข้างลึก + เทรดกันจนรู้ใส้รู้พุงสินค้าตัวนี้ ... ส่งผลให้เกิดสิ่งที่ผมเรียกว่า ..... ผมพยายามฝังตัวเองอยู่ในสิ่งที่ผมรู้จักดี (จะว่าคล้ายๆ พยายามไม่ออกจาก Comfort Zone ก็เป็นได้ส่วนหนึ่ง) + ผมมักจะมีความเชื่อฝังหัวเดิมมาว่า คนเราเก่งอะไร เก่งมันให้อย่างเดียวก็พอแล้ว แค่นั้นก็พอจะเอาตัวรอดหาเงินได้ ถ้าเราเก่งที่สุดในสิ่งๆหนึ่ง ..... ผลก็คือ ตลอด 7 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ผมไม่เทรดอะไรอย่างอื่นเลย นอกจาก Forex อาจจะมีบ้างที่ไปเทรดพวก Commodities + Index futures นิดๆหน่อยๆ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ส่วนมากมักจะกลับมาขลุกอยู่กับ สิ่งที่เราคุ้นเคยเดิมเสมอมา ... สิ่งที่ได้มาก็เลย เป็นประสบการณ์และความถนัดเฉพาะกับตลาดนี้ ... ฟังดูเหมือนจะดีใช่มั้ยครับ ... ใช่ครับ ดูเหมือนจะดี ... แต่ความเป็นจริงแล้ว ผมเพิ่งจะได้มาพบและตกตะกอนความคิดใหม่ ก็เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เอง ... บทเรียนสำคัญอีกครั้งหนึ่งของชีวิต ... ผมเพิ่งมาคิดได้ (โง่มาตั้งนาน ... เส้นผมบังภูเขาแท้ๆ) และพบว่า .. โลกนี้ แบ่งออกเป็นบ่อน้ำๆ หลายๆ บ่อ ... เช่น ตลาดทองคำก็บ่อน้ำหนึ่ง ... น้ำมันก็อีกบ่อน้ำหนึ่ง ... Bond ก็อีกบ่อนึง ... Forex ก็บ่อนึง ... หุ้น ก็อีกบ่อนึง ... และอื่นๆอีกหลายบ่อมากมาย ....... มีบ่อน้ำเต็มไปหมด .. สิ่งใดที่เงินสามารถเคลื่อนไปได้ และมีผลประโยชน์อยู่ เงินมันก็จะเคลื่อนย้ายไป จากบ่อนึงไปสู่อีกบ่อนึง ขึ้นกับบริบทของความเสี่ยงและผลประโยชน์ที่ผู้เล่นในตลาด คาดหวัง และคาดการณ์กันว่า .. ในแต่ละช่วงเวลานั้นๆ .... 7 ปีกว่าที่ผ่านมา ผมบังเอิญโชคดี อยู่ในบ่อน้ำ Forex ในช่วงที่ปลาส่วนใหญ่ในโลก มาชุกชุมกันที่ตลาดนี้ ตั้งแต่ BOE แทรกแซงค่าเงิน ไล่มาจน Housing Bubble .. QE1 QE2 QE3 … เม็ดเงิน + ผู้เล่น (ปลา) เทกันมามากมาย ... ปลาใหญ่มากันชุกชมมากครับ ... ผลก็คือ ผมก็เลยโชคดี และก็มัวแต่พัฒนาเบ็ดตกปลา + พยายามเกี่ยวประสบการณ์ ในบ่อปลานี้ให้มากที่สุด ... ยิ่งนานวัน เบ็ดตกปลาของผมก็มีฟังค์ชันหลากหลายขึ้น เฉพาะทางมากขึ้น เมื่อไหร่สายน้ำกระแสไหลเวียนเปลี่ยน ผมก็มีเบ็ดอันใหม่ที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว มาใช้ได้ทันท่วงที .... เหตุการณ์ก็ล่วงเลย ผ่านคืนวันมา 7 ปีกว่า .. แต่แล้ววันนึง (ปีสองปีที่แล้ว) .. จนมาวันนี้ ... อยู่ดีดี .... ปลาเริ่มย้ายบ่อครับ .... ปลาตัวโตๆ ที่เคยชุกชุม หายเหือดแห้งออกไปหมด .... ปลาตัวใหญ่ๆ ได้ย้ายออกจากบ่อน้ำแห่งนี้ ... เงินในโลกไหลเวียนออกไป เข้าสู่บ่อน้ำแห่งใหม่ ที่ชื่อว่า บ่อน้ำตลาดหุ้น ... 2-3 ปีที่ผ่านมา เม็ดเงินไหลเข้าสู่ภาค Equities market สูงมากครับ ... ตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนมากมี Trend ... คนส่วนมากที่เทรดหุ้น โอกาสจะได้ตังค์จะง่ายกว่าปกติ ... เพราะอะไรนะหรือ ? …. ปลาย้ายบ่อครับ ... ปลาทั้งโลกส่วนมากย้ายกันไปอยู่บ่อน้ำแห่งใหม่นี้เรียบร้อยแล้ว ... ทั้ง Volume, Volatility, Trend มาหมดครับ ... ขณะที่ทุกสิ่งกำลังดำเนินไปนั้นเอง ... ผมเอง ด้วยความที่มองภาพกว้างไม่เก่งไม่ชัด (2 ปีที่แล้ว ภาพ Macro Economic ผมไม่ได้เรื่องเลย เพราะศึกษาได้ไม่ดีพอ) ... เราเองก็ยังคงอยู่บ่อน้ำเดิมของเราไป ... ผลก็คือ ต่อให้ผมมีคันเบ็ดตกปลา+ประสบการณ์รู้กระแสน้ำเป็นอย่างดี ... แต่ ... ปลาในบ่อน้ำมีน้อยมากหรือแทบจะไม่ค่อยมี นานๆทีก็อาจจะมีปลาโผล่มาสักตัวหนึ่งพอให้ประทังชีวิตไปบ้าง .... มันก็เท่านั้น ... เพราะปลามันย้ายบ่อกันไปหมดแล้วครับ นี่คือสิ่งที่เป็นบทเรียนสำคัญหนึ่งในชีวิตการเทรดของผม .... เพราะคนเราจะเก่งให้ตายแค่ไหน หรือมีคันเบ็ดสุดเริศประเสิรฐศรี ... แต่ถ้ามัวแต่ตกปลาในบ่อที่มันไม่มีปลาแล้ว หรือปลามีน้อย ... มันจะตกกันได้สักเท่าไหร่กัน ... เผลอๆ หลายๆที ต้องเสียเหยื่อที่เสียบล่อในเบ็ดตกปลาฟรีๆไปอีกหลายรอบโดยที่ไม่ได้ปลากลับมาเท่าไหร่ บางครั้งพอได้ มันก็ไม่คุ้มค่าที่ต้องไปเหนื่อยกับมัน ..... กลับกัน .... สิ่งที่ผมเรียนรู้ก็คือ ... จริงๆ แล้ว เราไม่จำเป็นจะต้องมีเบ็ดตกปลาระดับเทพก็ได้ ... จริงๆแล้วบางที เราแค่พอจะตกปลาเป็นบ้าง พอรู้พอหาวิธีจับปลาเป็นบ้าง .... แล้วย้ายตามปลาไปจะดีกว่า .... เพราะถ้าปลามันย้ายถิ่นย้ายบ่อ ... ต่อให้เครื่องไม้เครื่องมือเราไม่ได้ดีมากมาย ... แต่ในบ่อมีปลาชุม เราก็พอจะตก อาจจะติดเกี่ยวปลามาได้บ้างเรื่อยๆ ... เพราะปลามันเยอะมากมาย ... ดีกว่าทู่ซี้ จมอยู่แต่กับบ่อน้ำเดิม ที่ไม่ค่อยมีปลาแล้ว ... ปีที่ผ่านนี้เอง ผมก็เลยได้บทเรียนสำคัญของชีวิต และเริ่มศึกษา เศรษฐศาสตร์ภาพกว้าง ... เพื่อที่จะได้ตามปลาตัวใหญ่ ว่ามันย้ายไปบ่อไหน ... ปลาอยู่บ่อหุ้น .. เราไปตกบ่อหุ้น .... ปลาอยู่บ่อ Commodities เราไปเทรด Commodites ….. ตามปลาตัวใหญ่ครับ ... ... แต่มันก็มีอีกแนวคิดหนึ่ง .... กระจายเบ็ดมันทุกบ่อเลย ... แบบนี้ก็จะได้ปลาแบบค่าเฉลี่ย ... และก็เสียเหยื่อแบบค่าเฉลี่ย ... อันนี้ก็แล้วแต่จริตคนครับ ... / อีกเรื่องหนึ่ง .... เวลาที่คนเราอยู่ในบ่อที่มีปลาเยอะ ... ตกปลามันง่าย ... ทุกคนอิ่มหมีพีมัน ... คนเราก็มักจะนึกว่า เราตกปลาเก่ง โชคเราดี .. เสียงเราก็จะเริ่มดังขึ้นๆ ... ปากจะเริ่มกว้างขึ้นหูก็จะเล็กลงเป็นธรรมดา .... แต่เปล่าหรอกครับ จริงๆ แล้วคุณอยู่ในช่วงที่กระแสน้ำมันพาปลามาอยู่ตรงหน้าคุณต่างๆหาก ... จะเคาะยังไง .. โอกาสได้เงินมันจะง่ายกว่าปกติ ... ผมเองก็ผ่านจุดที่ว่ามาเช่นกัน .... ช่วง QE1 2 3 … ใครมาเทรด ก็ได้ตังง่ายครับ เคาะปุ้บไม่กี่วัน วิ่งกระฉูดแรง ตลาดมีเทรน ... ประโยคเท่ห์ๆ I love Trend Following ก็เข้ามา ... / ... แต่พอปลาย้ายบ่อออกไป ... ผมว่า ตรงนี้ละครับที่จะวัดกัน ... จะยังอยู่บ่อเดิมแล้วยังจะตกปลาได้เหมือนเดิมมั้ย ... หรือจะคิดได้ ตามปลาไปดีกว่า ...... ปัญหาอีกอย่างหนึ่งสำหรับคนที่เทรดใหม่ๆ ก็คือ ... มัวแต่พัฒนาเบ็ดตกปลาครับ ... ถ้าอ่านมาจนถึงตรงนี้ผมว่าทุกคนคงมีข้อสรุปในใจแล้วละครับว่า ตนเองจะไปในแนวทางไหน ... ขอให้กำลังใจทุกท่านครับ ....
.
Lesson No.2 .. / รู้มากเกินไป
ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง หลังจากที่เทรดมานานๆ .. สะสมความรู้มาหลากหลาย ... นั่นคือ ... การที่เรารู้มากเกินไป ... (ตรงนี้ ผมไม่ได้เขียนพิมพ์เพื่อเป็นการอวดอ้างนะครับ ผมเองก็ไม่ได้เทพอะไรอย่างใครเขา รู้ในที่นี้คือเรียนรู้มาเยอะจนเป็นโทษในบางขณะ) ... สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่ เวลาเราเรียนมาหลายๆแขนงวิชาก็คือ ... ความรู้ทั้งหลายจะเริ่มสับ ปน เข้ามาในหัวสมอง และเริ่มตีกัน ในหลายๆกรณีจะเกิดเป็นว่า คุณมีอาวุธหลากหลายมาก มีด ปืน หอก ดาบ ระเบิด แต่พอรบจริง สับสน และหยิบไม่ถูก และไม่รู้จะใช้อาวุธไหนกันแน่ (จริงๆ นักรบที่รอดตายมาหลายๆสนาม เขาจะถนัดอาวุธไม้ตายไม่กี่ชนิด และใช้มันจนคล่อง ... ก่อนที่จะข้ามไปฝึกอาวุธถัดไป ... แต่ทุกวันนี้ หลายๆท่าน เลือกจะฝึกอาวุธให้มากชนิดไว้ก่อน ... ผลคือ ก็เลยไม่มีอาวุธคู่มือที่ถนัดเป็นไม้ตายแล้วก็ดันข้ามไปเรียนอันถัดไปซะแล้ว) ..... ถ้าพ้นจากสภาวะดังกล่าวมาได้ .... ถ้าในกรณีที่เรียบเรียงทุกอย่างได้แล้ว .... ปัญหาถัดมาที่ผมเจอ ก็คือ ... ทีนี้เราจะเริ่ม มีตัวกรอง เยอะมากเกินไป ... เพราะด้วยความที่ เราเรียนมามากเกินไป ... ตัวกรองสำหรับการเทรด มีจำนวนมากเกินไป ... เช่น ถ้าในกรณีที่จะซื้อหุ้นตัวหนึ่ง .... -ต้องรองบดี -หนี้น้อย -กำไรเริ่มมี -จ่ายปันผลบ้าง -อนาคตกิจการเริ่มดูดี –กราฟเทคนิคเข้าเกณฑ์ –volume เริ่มเข้า + .... บลาๆๆๆ ... ปัญหาก็คือ ... พอตัวกรองเยอะ ... ใช่มันเซฟจริงๆ ... แต่กว่าจะหาตัวแบบนี้เจอ กว่าจะเข้าเงื่อนไข ... อาจจะชาตินึงเจอสักตัวนึง กลายเป็นว่านานๆทีได้เทรดทีนึง ... เพราะเราเอาตัวกรองมามาก ... จนต้องการเซฟมากไป .. ผลคือ ไม่ค่อยได้เทรด เงินก็จะไม่หมุนทำงานของมันอีก .... ทั้งที่เมื่อก่อน ผมเองถ้ากราฟเทคนิค มันพอได้ปุ้บ ก็จะเข้าเลย ... เพราะหลายๆครั้ง ราคา มันก็ไม่มากับเหตุผล ... หลายครั้ง เหตุผลอาจจะนำราคา ... แต่หลายที ราคาก็มาก่อนแล้วเหตุผลค่อยตามมาทีหลัง ... หรือแม้แต่ เหตุผลไปทาง ราคาไปอีกทาง .... สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ก็คือว่า .... บางที เราก็ต้องยอมรับให้มี Error ของกระบวนการคัดกรองการตัดสินใจซื้อขายบ้าง เพื่อที่บางครั้งแลกกับโอกาสข้างหน้า (ตรงนี้มันขึ้นกับความพอดีของแต่ละคน เป็นปัจเจกปัจจัยครับ) .... ถ้าเอาเซฟไป เอาทุกความรู้มาใช้มากรอง เราอาจจะไม่ได้เทรดเลย เพราะความสมบูรณ์แบบมันหาได้ยากและไม่เคยมีอยู่จริง ... เราอาจจะต้องฝึกที่จะตัดสินใจบนความไม่แน่นอน ที่เรากรองความน่าจะเป็นมาพอประมาณแล้วส่วนหนึ่งอย่างพอดีพอเหมาะ เพราะโอกาศและความเสี่ยงรวมถึงผลตอบแทน มันมาอยุ่บนเส้นด้ายเดียวกัน ..... จริงๆตรงนี้คล้ายๆกับการทำกิจการหรือการทำ Start Up ของตัวเองเหมือนกันนะครับ ... ถ้าคุณต้อบ เถ้าแก่น้อย มัวแต่รอข้อมูลทุกอย่างที่สามารถบ่งชี้ว่า สาหร่ายจะขายดีแน่นอน ก่อนที่เค้าจะเริ่มลงทุนทำสาหร่าย ... บางทีผ่านนี้เราอาจจะไม่มีสาหร่ายเถ้าแก่น้อยให้เรากินก็เป็นได้ ... เพราะปกติแล้ว ธรรมชาติของ การลงทุนทำกิจการอะไรก็ตามแต่ มักจะหาความชัวร์ก่อนลงทุนได้ยากเต็มที ... ส่วนมากต้องลุยๆ ทำๆ โดยบนความไม่แน่นอนที่เรากรองเอาความแน่นอนออกมาเพียงแค่ส่วนหนึ่ง แล้วก็ทำไปลุยไป ....
.
Kiat Udomjarumanee Ken

Tuesday, June 3, 2014

ประสบการณ์สอนว่า....เล่นหุ้นอย่างไรถึงจะรวย

ประสบการณ์สอนว่า....เล่นหุ้นอย่างไรถึงจะรวย



ปกติการเล่นหุ้นเก็งกำไรถ้ามีกำไร 3ช่วงราคา ก็ต้อง Take Profit แล้ว บางคนใช้วิธีกำไรเกินค่าคอมมิชชั่น 2 ช่วงราคาก็ขาย หรือถ้าเข้าจังหวะผิดขาดทุน 1-2 ช่วงราคา ก็ต้อง Stop Loss” 
บุญส่ง ปาลิไลยก์ คลุกคลีกับวงการหุ้นมานาน เขาเห็นลูกค้าที่รวยจากหุ้น และเจ๊งหุ้นมาแล้วนับไม่ถ้วน ทั้งจากประสบการณ์ที่ดูแลพอร์ตให้ลูกค้าระดับหลายสิบล้านบาททุกวัน และจากการพบปะพูดคุยกับนักเล่นหุ้นมาแล้วนับไม่ถ้วน จนกลั่นกรองมาเป็นบัญญัติ 10ประการในการลงทุนให้ประสบผลสำเร็จ 


ข้อแรก “เก็งกำไรต้องยอมเก็งขาดทุนเมื่อเข้าจังหวะผิด”
เขาบอกว่า เห็นนักเล่นหุ้นเจ๊งมามากต่อมาก เพราะซื้อหุ้นเป็นแต่ขายหุ้นไม่เป็น สุดท้ายมีแต่หุ้นขาดทุนอยู่เต้มพอร์ต 

“ถ้าเรารักจะเป็นนักเก็งกำไร เมื่อรู้ว่าเข้าจังหวะผิดต้องรีบทิ้งโดยเร็ว อย่ารอให้ขาดทุนน้อยกลายเป็นขาดทุนมาก จนกลายเป็นนักลงทุนจำเป็น” 

ข้อสอง “อย่าเลี้ยงลูกเป็นฝูง”
ไม่ใช่เห็นใครแนะนำว่า หุ้นตัวนี้ดี ซื้อหมด สุภาษิตไทยบอกว่ามีลูกมากจะยากจน บุญส่งบอกว่า เลือกลงทุนในหุ้นที่น่าสนใจ 3-5 ตัวก็พอ มากกว่านี้รับรองคนเดียวดูแลไม่ไหว

“ที่ผมบอกว่าลงทุนหุ้น 3-5ตัว ผมหมายถึงควรเลือกหุ้นที่เล่นกึ่งลงทุนกึ่งเก็งกำไร ส่วนตัวที่จะเล่นเก็งกำไรประเภทซื้อเช้าขายบ่าย หรือซื้อวันนี้ขายพรุ่งนี้ควรเล่นทีละตัว หุ้นพวกนี้ต้องเล่นตามตลาด และต้องไว มันไปผูกับกฏข้อแรกที่ว่า ถ้าเข้าจังหวะผิด 2-3 ช่วงราคาคุณต้องโยนแล้ว อย่ารอให้ราคาร่วงลงมาถึง 5%แล้วค่อยขาย”

ข้อสาม “อย่าฝืนตลาด เริ่มเมาหมัดต้องหยุด”
ถ้ารู้ว่าตลาดช่วงไหนเล่นไม่ได้ อย่าเล่น ถ้าขาดทุนอย่าเอาชนะมัน เพราะตลาดหุ้นคุณเอาชนะมันไม่ได้ ข้อสำคัญคืออย่าไปฝืน ถ้ามองตลาดเป๋ไปเป๋มา แสดงว่าเราเริ่มเมาหมัด ต้องกลับมาสำรวจตัวเองว่า เรามองอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า? 
ข้อสำคัญอีกอย่างคือ การทำตัวให้เข้าสถานการณ์ ถ้าตลาดเล่นไม่ได้ บรรยากาศไม่ดี วอลุ่มหาย ก็ต้องหยุด


ข้อสี่ “ต้องมีระเบียบวินัย”
บุญส่งบอกว่าที่มักพบกันบ่อยคือ นักเล่นหุ้นไม่ค่อยมีวินัยในตัวเอง สมมติว่าตั้งเป้าจะเล่นหุ้นแค่ 1ล้านบาท ก็ซื้อหุ้นเกินวงเงินไปอีก
เมื่อตั้งเป้าหมายว่ามีกำไร 20% จะขาย พอหุ้นขึ้นมาก็ไม่ขาย

“โดยรวมแล้ว หุ้นส่วนใหญ่จะเคลื่อนไหวระหว่าง “แนวรับ” กับ “แนวต้าน” พอขึ้นไปชนแนวต้านไม่ผ่านก็ลงมาที่แนวรับ จนกว่าแรงขายจะอ่อนแล้ว “ไซด์เวย์” ออกด้านข้าง..
อีกสัพักก็จะมีคนเข้ามาเล่นรอบใหม่”

บุญส่งย้ำว่า อย่ากลัวจะ “ตกรถ” 
ผมหมายถึงว่า เวลาหุ้นขึ้นแรงๆ ใครที่กลัวซื้อไม่ทัน มักจะติดหุ้น ถ้าเราศึกษาข้อมูลก่อนจะเห็นว่า เอ๊ะ หุ้นตัวนี้มันขึ้นมาเยอะแล้วนะ รอให้ปรับตัวก่อนค่อยเข้า เพราะหุ้นมีให้คุณเล่นตลอดชีวิตไม่ต้องกลัว ถ้าตัวนี้ซื้อไม่ได้ เดี๋ยวก็มีตัวอื่นให้คุณซื้อ ขออย่างเดียวซื้อหุ้นต้องมีระเบียบวินัย”

ข้อห้า “ตามกลิ่นเม็ดเงิน”
สมมติว่า ช่วงนี้เขาเล่นกัน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแบงก์ ไฟแนนซ์ และ ที่ดิน ก็ให้เล่นตาม อย่าไปเข้ากลุ่มสื่อสาร หรือกลุ่มส่งออก หรือเรารู้แล้วว่าตอนนี้บาทแข็งส่งออกไม่ดี ก็อย่าฝืน
แต่หากมีหุ้นที่น่าสนใจในกลุ่มที่ไม่มีคนเล่น เราก็ซื้อลงทุน จะเล่นเก็งกำไรไม่ได้
“เล่นหุ้นเก็งกำไรต้องตามเม็ดเงินตลาด อย่างตอนนี้เขากำลังฮิตหุ้นที่ดินตัวเล็ก เราก็เล่นหุ้นที่ดินตัวเล็ก...
แต่หากเล่นแบบลงทุนไม่จำเป็นต้องตามใครให้ดูกิจการเป็นสำคัญ” 
และเหนืออื่นใด บุญส่งบอกว่า เราต้องรู้ “อนาคต” ของกิจการนั้น

ข้อหก “ดูจังหวะซื้อขาย สังเกตปริมาณราคาย้อนหลัง” 

ข้อนี้ถื่อเป็นหัวใจของการเล่นหุ้นเก็งกำไรเลย สมมติวันนี้เขาเล่น CGS เราก็ต้องดูว่าราคาที่เราเข้าไปเสียเปรียบคนอื่นมากมั้ย

“จากประสบการณ์ของผม ถ้าเล่นหุ้นเก็งกำไรให้ดูราคากับปริมาณหุ้นเป็นสำคัญ ดูว่าราคาหุ้นขึ้นไปมีวอลุ่มสนับสนุนหรือเปล่า ถ้าราคามาพร้อมกับวอลุ่ม เราเล่นตามน้ำได้....
แต่จุดหนึ่งก็คือ ก่อนเข้าไปทุกครั้งให้ดูการเคลื่อนไหวของหุ้น 2 สัปดาห์ย้อนหลังว่า “ต้นทุน” ของเราเสียเปรียบคนอื่นมากแค่ไหน....
ถ้าเล่นเก็งกำไรดูข้อมูลแค่ 2สัปดาห์ก็พอ หุ้นตัวไหนถ้าราคากำลังจะวิ่ง จะมี “เจ้ามือ” มาทยอยเก็บของก่อน 1-2 สัปดาห์ แล้วถึงมาไล่
อย่างวันแรกถ้าราคาไป โอเคเข้าได้ วันที่สองยังพอเล่นได้ แต่หากหุ้นขึ้นแรงวันที่สามเล่นไม่ได้แล้ว จากประสบการณ์ของผมวันที่ 3 ถ้าเข้าไปไล่โอกาส “ติดหุ้น” มีมากกว่าไม่ติด” 
เวลาดูว่า “เจ้ามือ” เลิกเล่นหรือยังนั้น เขาบอกว่า “ดูง่ายมาก” ให้ดูปริมาณหุ้นหมุนเวียนในตลาด ถ้ายังไม่ลดลงแสดงว่าเขายังไม่เลิกเล่น แต่หากปริมาณหุ้นซื้อขายลดลง แต่ภาพรวมตลาดยังดูดีอยู่ อย่างนี้เล่นไม่ได้ อีกอย่างให้สังเกตจากปริมาณการ “ตั้งรับ” 
ยกตัวอย่างเช่น หุ้น N มีคนมาตั้งรับที่ราคา 17-17.10 บาทแน่นมาก เวลาหุ้นตกมาถึงราคานี้จะมีคนเก็บหมด พอแรงขายเริ่มอ่อนหุ้นจะ “ตีขวา” วิ่งขึ้นไปเลย นี่แสดงว่ามี “เจ้ามือ” มาคอยรับอยู่
แต่หุ้นบางตัวก็ต้องระวัง เช่นหุ้นที่เจ้ามือ “ลากขึ้นไป” โดยไม่มีวอลุ่ม พอมีคนเริ่มมาแจมด้วยก็จะถูกทุบลงมาข้างล่าง

ข้อเจ็ด “รู้เขารู้เรา ศึกษาข้อมูลกิจการ”
ต้องรู้จักกิจการที่เราซื้อว่าเขาทำอะไร ตอนนี้ธุรกิจประเภทนี้เป็นขาขึ้น หรือขาลง กำไรในช่วง 1-2 ไตรมาสที่ผ่านมาเป็นอย่างไรนักวิเคราะห์เขาเชียร์ให้ซื้อไม่
ถ้าปีนี้เขาบอกว่ากำไรบริษัทนี้จะเพิ่มขึ้นมาก ก็ต้องตั้งคำถามว่า เอ๊ะ แล้วกำไรมันมาจากไหน ถ้ามาจากการปรับโครงสร้างหนี้ก็อย่าไปสน ถ้ามาจากธุรกิจ ก็มาดูว่าราคาตอนนี้มี P/E เรโชกี่เท่า แพงไปหรือยัง ปีนี้คาดว่าบริษัทจะจ่ายปันผลเท่าไหร่ 
“สมมติว่า ถ้านักวิเคราะห์บอกว่าปีนี้บริษัทจะมีกำไรต่อหุ้น 4บาท จ่ายปันผล 50% เท่ากับหุ้นละ 2บาท เราก็มาคิดว่าถ้าจ่ายเกิน 2เท่าของดอกเบี้ยเงินฝากเราก็พอใจ
สมมติว่าเราต้องการที่ 5% หุ้นตัวนี้ราคาก็ควรที่จะอยู่ที่ 40 บาท (เอา 2 บาท /หาร 5 / คูณ 100 ) แล้วก็มี P/E เรโชที่ 10 เท่า ( 40 บาท / หาร 4 บาท) เราก็เอาไปเทียบกับของกลุ่มว่า แพงไปมั้ย เริ่มมีคนสนใจเข้ามาเล่นบ้างหรือยัง ถ้าเจอหุ้นดีเราก็ถือลงทุน”

ข้อแปด “ศึกษาพฤติกรรมของหุ้น 2 -3 ตัวก็เพียงพอ”
เวลาจะเล่นเก็งกำไร บุญส่งบอกว่า อย่าเป็นพวกจับปลาหลายมือ ให้จับตาดูพฤติกรรมของหุ้น 2-3 ตัวก็พอ สิ่งที่เราต้องรู้คือ พฤติกรรมของหุ้นตัวนี้ที่ผ่านมา มีคนเข้าไปร่วมวงเก็งกำไรมากน้อยแค่ไหน ราคาวิ่งอยู่ในกรอบประมาณเท่าไร
หุ้นหลายตัวสังเกตง่าย ราคาจะวิ่งระหว่าง “แนวรับ” กับ “แนวต้าน แล้วก็ดูวอลุ่มประกอบ เวลาดูแนวโน้มตลาดก็ง่าย ให้ดูแนวรับ แนวต้าน ดูเป็นขั้นๆไป 
เช่น 700 จุดผ่านได้มั้ย ผ่านไม่ได้ก็มาดู 695 ถ้าหลุดก็มาดู 685 ถ้ารับไม่อยู่อีกก็มาดูที่ 670 จุด 
เวลาขึ้นก็ให้ดูเป็นขั้นๆไปเหมือนกัน
“ข้อมูลพวกนี้นักวิเคราะห์เค้าทำการบ้านให้เรา ถามมาร์เก๊ตติ้งก็ได้ ถ้ารับไม่อยู่ก็ต้องขาย ถ้าผ่านไปได้ก็เล่นต่อ” 

ข้อเก้า “กำหนดกลยุทธก่อนลงทุน”
สมมติว่าคุณเจอหุ้นเก็งกำไร เห็นวอลุ่มเริ่มมาแล้ว ก่อนเข้าซื้อคุณก็ต้องกำหนดกลยุทธก่อน เช่น คุณต้องรู้วา “แนวรับ – แนวต้าน” ของหุ้นตัวนี้อยู่ตรงไหน เราจะได้รู้ว่าควรจะตั้งซื้อที่ราคาเท่าไร ซื้อกี่หุ้น ตั้งขายที่ราคาเท่าไร ขายกี่หุ้น

“สมมติว่า เราตั้งเป้าจะซื้อหุ้นตัวนี้ที่ราคา 5 บาท ถ้าหุ้นขึ้น 5.05 – 5.10 บาท โอเค สูงกว่าเป้านิดหน่อยเข้าได้ แต่ถ้าเปิดมากระโดดเป็น 5.50 บาท เราเข้าไปไล่ซื้อเลย วิธีนี้ผิด นั่นไม่เรียกว่ากำหนดกลยุทธ์ 
การกำหนดกลยุทธ์หมายความว่า ถ้าเมื่อวานปิดที่ 5บาท เราตั้งเป้าจะซื้อวันนี้ที่ 5 – 5.10 บาท แล้วขาย 5.50 บาท อย่างนี้เรียกว่ากำหนดกลยุทธ์ ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุด ให้เรากำหนดตามแนวโน้มตลาด”

ข้อสิบ “รู้จัก Stop Loss และ Take Profit”

คือ ปกติการเล่นหุ้นเก็งกำไรถ้ามีกำไร 3 ช่วงราคา ก็ต้อง Take Profit แล้ว บางคนใช้วิธีกำไรเกินค่าคอมมิชชั่น 2 ช่วงราคาก็ขาย หรือถ้าเข้าจังหวะผิดขาดทุน 1 – 2 ช่วงราคา ก็ต้อง Stop Loss 
ถ้าเข้าจังหวะผิด แต่ไม่ยอมขาดทุน แสดงว่าคุณไม่มีระเบียบวินัย เว้นเสียแต่เล่นลงทุน ซื้อต้นทุนไม่แพง ถ้าเป็นอย่างนั้นหุ้นตกรอรับปันผลได้ ถือว่าไม่เป็นไร

“หุ้นเก็งกำไรส่วนใหญ่ที่เล่นๆกันไม่ว่าจะเป็น NWR หรือ KMC ส่วนใหญ่ยังขาดทุน ไม่มีปัญญาจ่ายปันผลให้คุณแน่นอน หุ้นอย่างนี้ถือลงทุนไม่ได้เลย ราคาขึ้นมา 3 – 4 ช่วงราคาก็ต้อง Take Profit 
ถ้าขาดทุนก็ต้องรีบ Stop Loss ถ้าติดหุ้นแล้วจะมาบอกว่าเป็นนักลงทุนจำเป็นไม่ได้” 
บัญญัติ 10 ประการในการลงทุนของ บุญส่ง ปาลิไลยก์ ถึงแม้จะเน้นถึงวิธีเล่นหุ้นเก็งกำไรเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าใครทำได้แม่นยำ ก็มีโอกาสกำไรมากกว่าขาดทุน
แต่เขาบอกอีกว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เห็นนักลงทุนหลากหลายประเภท คนที่เล่นหุ้นแล้วรวยจริงๆ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกนักลงทุน ไม่ใช่นักเก็งกำไร
เพราะการเล่นหุ้นเก็งกำไรยิ่งถือนานยิ่งเสียเปรียบ เข้าจัวหวะผิดก็ต้องโยน เทียบแล้ว ไม่ได้ให้ผลตอบแทนคุ้มต่อความเสี่ยง
“ลองคิดดูง่ายๆ คุณซื้อขายหุ้นวันละ 2 – 3 รอบ ถามหน่อยเถอะ ว่าคณ หรือโบรกเกอร์รวย” เขาทิ้งท้าย



บัญญัติเล่นหุ้น 10 ประการ ของ บุญส่ง ปาลิไลยก์

1. เก็งกำไรต้องยอมเก็งขาดทุน เมื่อเข้าจังหวะผิด
2. อย่าเลี้ยงลูกเป็นฝูง
3. อย่าฝืนตลาด เริ่มเมาหมัดต้องหยุด
4. ต้องมีระเบียบวินัย
5. ตามกลิ่นเม็ดเงิน
6. ดูจังหวะซื้อขาย สังเกตปริมาณราคาย้อนหลัง
7. รู้เขารู้เรา ศึกษาข้อมูลกิจการ
8. ศึกษาพฤติกรรมของหุ้น2 – 3 ตัว ก็เพียงพอ
9. กำหนดกลยุทธก่อนการลงทุน
10. รู้จัก Stop Loss และ Take Profit


*******
เล่นหุ้นอย่างไรถึงจะรวย/ บุญส่ง ปาลิไลยก์ /เครือเนชั่นกรุ๊ป

» สาเหตุสำคัญ ของ `ความล้มเหลว´

» สาเหตุสำคัญ ของ `ความล้มเหลว´





นโปเลียน ฮิลล์ ได้ใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลที่เขาได้ไปสัมภาษณ์นักอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจำนวนหนึ่ง เพื่อค้นหาหลักการในความสำเร็จ 

เขาใช้เวลาถึง 20 ปีก่อนที่จะค้นพบองค์ประกอบสำคัญ และได้กลั่นกรองออกมาเป็นหนังสือ Think and Grow Rich หนังสือสร้างความมั่งคั่งสุดคลาสสิก ที่มียอดขายแล้วกว่า 70 ล้านเล่มทั่วโลก

นโปเลียน ฮิลล์เขียนหนังสือเล่มนี้เมื่อเกือบ 80 ปีมาแล้ว จากการค้นคว้าศึกษาผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงกว่า 25,000 คน อาทิ เฮนรี่ ฟอร์ด, โทมัส เอดิสัน, อับราฮัม ลินคอล์น ฯลฯ เพื่อดูลักษณะร่วมของผู้ที่ประสบความสำเร็จ 

จนกลายมาเป็นหนังสือที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อแนวคิดของชาวอเมริกัน และมีส่วนอย่างมากในการนำอเมริกาไปสู่ความรุ่งเรืองสูงสุด จากเหตุผลที่ว่าทุกอย่างล้วนเกิดจากความคิดของคนทั้งสิ้น

เมื่อใดที่เราเปลี่ยนความคิดและทัศนคติ ชีวิตของเราก็จะเปลี่ยนไป หากใครมีความคิดและทัศนคติของผู้ที่ประสบความสำเร็จ 25,000 คนที่นโปเลียน ฮิลล์กลั่นกรองออกมา เชื่อแน่ว่าความคิดเหล่านี้จะต้องส่งผลต่อชีวิตและความสำเร็จอย่างแน่นอน


::::::::::::::::::

ในหนังสือเล่มนี้...นโปเลียนกล่าวถึงสาเหตุของความล้มเหลวได้น่าสนใจมาก เขาบอกว่าสาเหตุแห่งความล้มเหลวหลัก ๆ แล้วมีอยู่ 31 ประการ ดังนี้


1. พื้นฐานทางพันธุกรรมไม่ดี

…คนที่เกิดมาพร้อมกับพลังสมองที่จำกัด ก็คงทำอะได้ไม่มากนัก ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของความล้มเหลวที่ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่มีวิธีที่สามารถช่วยได้คือ การระดมความคิด


2. ขาดเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน

…ถ้าคนไม่มีจุดหมายและเป้าหมายที่แน่นอนก็ไม่มีหวังที่จะประสบความสำเร็จ นโปเลียนกล่าวว่าในบรรดา 98 เปอร์เซ็นต์ของคนที่เขาสำรวจล้วนไม่มีเป้าหมาย


3. ขาดความทะเยอทะยานที่จะตั้งเห้าให้เกินธรรมดา

…คนที่ไม่ต้องการความก้าวหน้าในชีวิตและไม่เต็มใจจะลงทุน


4. การศึกษาไม่เพียงพอ

…ผู้ที่ได้รับการศึกษาดีมีโอกาสดีกว่าคนที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้ที่มีการศึกษาจะเรียนรู้วิธีการที่จะทำเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการในชีวิต โดยไม่ล่วงละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น


5. ขาดระเบียบวินัยในตัวเอง

…คุณต้องควบคุมสิ่งไม่ดีในตัวคุณ ก่อนที่คุณจะสามารถควบคุมสภาวการณ์อื่น ๆ ได้คุณต้องควบคุมตัวเองให้ได้ก่อน่ การจัดการตัวเองเป็นสิ่งที่ยากที่สุด ถ้าไม่สามารถชนะตัวเองได้คุณก็จะไม่สามารถชนะผู้อื่นได้



::::::::::::::::::

6. สุขภาพไม่ดี

…ไม่มีใครชื่นชมความสำเร็จของตัวเองได้ถ้าสุขภาพไม่ดี สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้คนเราสุขภาพไม่ดี ได้แก่
- กินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากเกินไป
- ลักษณะนิสัยของความคิดที่ไม่มีหรือคิดเชิงลบ
- ใช้กามรมณ์ในทางที่ผิดและหมกมุ่นเรื่องกามรมณ์มากจนเกินไป
- ขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม
- ได้อากาศบริสุทธิ์ไม่เพียงพอจากการหายใจที่ไม่เหมาะสม


7. อิทธิพลจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมในวัยเด็ก

…ถ้ากิ่งไม้งอหงิกแล้วลำต้นจะเติบโตได้อย่างไร ผู้คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะก่ออาชญากรรม ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีและไม่เหมาะสมในวัยเด็ก


8. การผัดวันประกันพรุ่ง

…เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดของความล้มเหลว การผัดวันประกันพรุ่งมีอยู่ในตัวตนของเราทุกคน การรอคอยจะทำลายโอกาสแห่งความสำเร็จ คนส่วนใหญ่จะนำพาชีวิตไปสู่ความล้าเหลวก็เพราะมัวแต่รอ “เวลาที่เหมาะสม” ในการเริ่มต้นทำสิ่งที่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป
…อย่ารอเพราะเวลาไม่เคยรอใคร เริ่มต้นจากจุดที่คุณยืนอยู่ สั่งตัวเองให้ทำงานด้วยเครื่องไม้เครื่องมือเท่าที่คุณมี เมื่อคุณก้าวเดินต่อไป คุณก็จะมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ดีขึ้นเอง


9. ขาดความมุ่งมั่น

…คนเราส่วนใหญ่มักเป็นผู้เริ่มต้นที่ดีในทุกสิ่งแต่มักทำไม่สำเร็จ คนที่มีแนวโน้มจะท้อแท้เป็นสัญญาณแรกของความพ่ายแพ้และไม่มีอะไรมาแทนที่ความมุ่งมั่นได้ คนที่มุ่งมั่นและมีความพากเพียรพยายามจะพบว่า ความล้มเหลวจะอ่อนล้าและถอยหนีจากเขาไปในที่สุด ความล้มเหลวไม่มีทางเอาชนะความมุ่งมั่นได้


10. บุคลิกภาพไม่ดี

…สำหรับคนที่มีบุคลิกไม่ดีเป็นที่น่ารังเกียจของผู้อื่นย่อมไม่มีหวังในความสำเร็จ ความสำเร็จมาจากการประยุกต์ใช้พลังอำนาจ และพลังก็มาจากความร่วมมือร่วมใจของผู้อื่น บุคลิกภาพที่ไม่ดีจะทำให้ความร่วมมือไม่เกิดขึ้น

::::::::::::::::::


11. ขาดการควบคุมแรงกระตุ้นทางเพศ

…แรงขับทางเพศเป็นตัวกระตุ้นที่ทรงพลังที่สุดในการผลักดันมนุษย์ให้ทำสิ่งต่าง ๆ ถ้าเราควบคุมมันได้และเปลี่ยนมันไปในทางสร้างสรรค์ มันก็จะเป็นอารมณ์ที่ทรงพลังที่สุด


12. ไม่สามารถควบคุมความปรารถนาในการ “เสี่ยงโชค”

…นิสัยการพนันขันต่อได้ผลักดันให้ผู้คนนับบ้านล้มเหลว การพังทลายของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปี ค.ศ. 1929 เกิดจากการที่คนนับล้านพยายามทำเงินด้วยการพนันและเก็งกำไรในตลาดหุ้น


13. ขาดพลังในการตัดสินใจ

…คนที่ประสบความสำเร็จจะตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ แต่คนที่ล้มเหลวจะตัดสินใจช้ามากและเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อย ๆ อย่างรวดเร็ว ความไม่กล้าตัดสินใจและการผัดวันประกันพรุ่งเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน เมื่อเจอสิ่งหนึ่งก็มักจะพบอีกสิ่งหนึ่งอยู่ด้วยกัน


14. มีข้อใดข้อหนึ่งของความกลัวพื้นฐาน 6 ประการ

…กลัวความยากจน กลัวถูกตำหนิติเตียน กลัวความเจ็บป่วย กลัวการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก กลัวความแก่ชรา กลัวตาย


15. เลือกคู่ครองผิด

…ความสัมพันธ์ที่ดีของคู่สมรสจะทำให้คนเราแสดงความประพฤติออกมาด้วยความรัก ถ้าสัมพันธภาพนี้ไม่ผสมผสานกลมกลืน ความล้มเหลวจะตามมา

::::::::::::::::::


16. รอบคอบมากเกินไป

…คนที่ไม่ฉวยโอกาสจะได้แต่สิ่งที่คนอื่นเขาไม่เลือกและเหลือทิ้งไว้เท่านั้น ความรอบคอบมากเกินไปเลวร้ายพอ ๆ กับความไม่รอบคอบ จงสกัดกั้นทั้งสองอย่างนี้ออกไปเพราะชีวิตนี้เต็มไปด้วยโอกาส


17. เลือกเพื่อนร่วมธุรกิจผิด

…เป็นความล้มเหลวทางธุรกิจที่พบบ่อยที่สุดเมื่อคุณจะทำการตลาดบริการเฉพาะบุคคล ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในการคัดเลือกนายจ้างที่สามารถสร้างแรงจูงใจ ชาญฉลาด และประสบความสำเร็จ เราจะได้เอาอย่างและเลียนแบบคนซึ่งใกล้ชิดเราที่สุด จงเลือกนายจ้างที่ควรคู่กับการลอกเลี่ยนแบบ


18. ความงมงายและมีอคติ

…ความงมงายเป็นรูปแบบหนึ่งของความกลัว มันเป็นสัญญาณของความไม่กล้าเผชิญความจริง คนที่จะประสบความสำเร็จได้ย่อมใจกว้างและไม่หวาดกลัวต่อสิ่งใด


19. เลือกวิชาชีพผิด

…ถ้าคุณไม่ชอบงานที่ทำคุณก็จะไม่สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จในการทำงานได้ จงเลือกอาชีพที่คุณอยากจะทุ่มเทหัวใจให้ถึงแม้ว่าเงินตอนแทนหรือสถานการณ์รอบ ๆ ตัวของคุณจะไม่เอื้ออำนวยในการทำงานแต่ก็จะไม่มีใครสามารถหยุดยั้งคุณในการพัฒนาแผนการเพื่อไปสู่เป้าหมายที่เป็นจริงได้


20. ไม่มีใจจดจ่อต่องานที่ทำ

…ทำการค้าหลาย ๆ อย่างอาจไม่ดีเลยสักอย่าง จงใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับเป้าหมายหลักที่ชัดเจน

::::::::::::::::::

21. อุปนิสัยใช้จ่ายอย่างขาดสติ

…คุณไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ถ้าคุณกลัวความยากจนอยู่ตลอดเวลา จงสร้างนิสัยประหยัดอย่างเป็นระบบ โดยเก็บออมเงินจากรายได้ในอัตราส่วนเป็นเปอร์เซ็นต์ที่แน่นอน เงินในธนาคารจะเป็นหลักประกันให้มั่นใจในการต่อรองอนาคตการทำงานของคุณ ถ้าไม่มีเงินคุณก็ต้องทำแต่สิ่งที่ถูกสั่งให้ทำ


22. ขาดความกระตือรือร้น

…ถ้าปราศจากความกระตือรือร้น คุณจะไม่สามารถทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ ยิ่งไปกว่านั้นความกระตือรือร้นติดต่อกันได้ง่าย คนที่มีความกระตือรือร้นจะได้รับการต้อนรับจากทุกกลุ่มชน


23. การไม่ยอมรับความคิดที่ต่างไป

…คนที่ไม่เปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ ย่อมไมก้าวหน้า การไม่ยอมรับความคิดเป็นที่แตกต่าง หมายความว่าคุณได้หยุดการเรียนรู้ รูปแบบของความคิดอันแตกต่างซึ่งอันตรายที่สุด คือ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เชื้อชาติ และความคิดเห็นที่แตกต่างกันทางการเมือง


24. การไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ

…การไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจทำให้เกิดความเสียหายมากในเรื่องที่เกี่ยวกับการกินมากเกินควร เช่น แอลกอฮอล์ ยา และเพศสัมพันธ์ การตามใจตัวเองมากเกินไปในเรื่องเหล่านี้เป็นอันตรายต่อความสำเร็จ


25. ไม่สามารถทำงานร่วมมือกับผู้อื่น

…คนจำนวนมากสูญเสียตำแหน่งงานและโอกาสสำคัญในชีวิต เนื่องจากการไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้มากกว่าเหตุผลอื่น ข้อนี้มันเป็นข้อบกพร่องที่ไม่มีแม้แต่นักธุรกิจหรือผู้นำคนใดทนได้

::::::::::::::::::


26. ได้ครอบครองอำนาจที่ไม่ได้มาจากความพยายามของตัวเอง

…พลังอำนาจในมือของคนที่ไม่ได้สะสมมาด้วยตัวเองมักจะสูญสลายไปได้ง่าย รวยเร็วเกินไปอันตรายยิ่งกว่ายากจน


27. จงใจทุจริต

…ไม่มีอะไรแทนที่ความซื่อสัตย์สุจริตได้ คุณอาจไม่ซื่อสัตย์ชั่วครั้งชั่วคราวโดยไม่เกิดความเสียหายเพราะสถานการณ์พาไป ทำให้คุณควบคุมไม่ได้ แต่ถ้าคุณเลือกที่จะทุจริต ไม่ช้าก็เร็ว...ผลกรรมนั้นจะตามคุณทันและจะต้องชดใช้ด้วยความเสียชื่อเสียง บางทีอาจจะถึงกับสูญเสียอิสระและเสรีภาพเลยก็เป็นได้


28. ถือว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นและหยิ่งยโส

…คุณลักษณะเหล่านี้จะทำให้คนอื่นหลีกหนีไม่อยากเข้าใกล้และสูญเสียโอกาสแห่งความสำเร็จ


29. คาดเดาแทนที่จะคิด

…คนส่วนใหญ่มักไม่ใส่ใจหรือขี้เกียจที่จะคิดค้นหาข้อเท็จจริง พวกเขาชอบที่จะเสนอความเห็นโดยการคาดเดาหรือตัดสินใจอย่างขอไปที


30. ไม่ยอมลงทุน

…นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความล้มเหลวในคนที่เริ่มทำธุรกิจครั้งแรก คุณต้องมีต้นทุนเพียงพอที่จะรับผลกระทบจากความผิดพลาดและประคับประคองตัวคุณจนกว่าจะมีชื่อเสียง


31. ถึงตรงนี้จงบอกสาเหตุของความล้มเหลวอื่น ๆ ที่คุณประสบซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในรายชื่อที่ได้กล่าวมาก่อนแล้ว







::::::::::::::::::

Credit : หนังสือ Think and Grow Rich โดย นโปเลียน ฮิลล์

#Life101Page #ThinkAndGrowRich
Attached Images