Monday, May 26, 2014

‘Buy right, sit tight’ – หลักการถือหุ้นของ Jesse Livermore

Blog 46 : ‘Buy right, sit tight’ – หลักการถือหุ้นของ Jesse Livermore23 เมษายน 2557 18:04การลงทุน  /  admin

Jesse-Livermore

Jesse Livermore เป็นนักเก็งกำไรในตำนาน หลายคนอาจจะมองว่านักเก็งกำไรนั้นต้องเล่นสั้นอย่างเดียว คือถือหุ้นแค่ระยะสั้นๆไม่กี่วัน ไม่มีการถือหุ้นไว้นานกว่านั้น

แต่หากได้ลองสังเกตคำพูดของ Livermore แล้ว ก็อาจจะแปลกใจที่พบว่า เขาไม่ใช่นักเก็งกำไรระยะสั้นอย่างที่หลายคนเข้าใจ

แต่หลักการถือหุ้นของเขาจะเน้นไปที่การ ‘Buy right, sit tight’ หรือ ‘ถูกตัวถูกจังหวะ แล้วนั่งนิ่งๆ!’

นั่นคือ การเลือกหุ้นที่ดีที่สุดในขณะนั้น ทั้งในแง่พิ้นฐานและราคาหุ้น ถือเอาไว้ให้นานที่สุดจนกว่าแนวโน้มของมันจะสิ้นสุดลง เพื่อขายทำกำไรก้อนโต

(ต้องมีการทำกำไรเพื่อไม่ให้กำไรถูกตลาดดูดกลับไปหมด เวลาที่เข้าสู่ช่วงตกต่ำ)

และต่อไปนี้คือ 9 ประโยคที่ชี้ให้เห็นหลักการถือหุ้น ‘Buy right, sit tight’  ในชีวิตการเก็งกำไรของเขา

1. “Money is made by sitting, not trading.”

2. “It takes time to make money.”

3. “It was never my thinking that made the big money for me, it always was sitting.”

4. “Nobody can catch all the fluctuations.”

5. “The desire for constant action irrespective of underlying conditions is responsible for many losses in Wall Street even among the professionals, who feel that they must take home some money everyday, as though they were working for regular wages.”

6. “Buy right, sit tight.”

7. “Men who can both be right and sit tight are uncommon.”

8. “Don’t give me timing, give me time.”

และประโยคสุดท้ายซึ่งชี้ให้เห็นว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการเทรดทุกวัน หรือต้องเทรดตลอดเวลา

9. “There is a time for all things, but I didn’t know it. And that is precisely what beats so many men in Wall Street who are very far from being in the main sucker class. There is the plain fool, who does the wrong thing at all times everywhere,

*but there is the Wall Street fool, who thinks he must trade all the time.

*Not many can always have adequate reasons for buying and selling stocks daily – or sufficient knowledge to make his play an intelligent play.”


Sunday, May 18, 2014

30บทเรียนแห่งความมั่งคั่งจากหนังสือ Secret of the Millionaire Mind (ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน)

📖30บทเรียนแห่งความมั่งคั่งจากหนังสือ Secret of the Millionaire Mind (ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน)

1.ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม คุณก็ต้องยอมเต็มใจยอมปล่อยวางวิธีคิดและการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ แล้วนำวิธีคิดแบบใหม่เข้ามาสู่ชีวิต แล้วคุณจะประจักษ์ถึงผลที่ตามมาในที่สุด
2.โลกภายนอกของคุณเป็นเพียงเสียงสะท้อนของโลกภายในเท่านั้น ถ้าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนอกตัวคุณไม่ได้เป็นได้ด้วยดี นั่นเป็นเพราะสิ่งต่างๆภายในตัวคุณก็ไม่ได้เป็นไปด้วยดีเช่นเดียวกัน
3. ความคิดนำไปสู่ความรู้สึก ความรู้สึกนำไปสู่การกระทำ การกระทำนำไปสู่ผลลัพธ์ 
4.เงินเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับทุกเรื่องที่ต้องใช้เงิน ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่มีความสำคัญแม่แต่นิดเดียวสำหรับทุกเรื่องที่ไม่ต้องใช้เงิน
5. เมื่อคุณบ่น คุณกำลังกลายร่างเป็น “แม่เหล็กดึงดูดความเลวร้าย” ที่มีชีวิต
6.จำไว้ว่าคุณเป็นผู้ลิขิตชะตาชีวิตทางการเงินของตัวคุณเอง ว่าจะมั่งคั่ง ถังแตก หรือมีฐานะในระดับใดก็ตาม
7.เหตุผลอันดับแรกที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ก็เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร
8.ถ้าคุณไม่มุ่งมั่นกับการสร้างฐานะอย่างเต็มตัวและสุดหัวใจ คุณก็จะไม่มีโอกาสร่ำรวย
9.การคิดเล็กและทำแต่เรื่องเล็กจะนำไปสู่การสิ้นเนื้อประดาตัวและความไม่พอใจในตนเอง ส่วนการคิดใหญ่และทำการใหญ่จะนำไปสู่การมีพร้อมทั้งเงินและความหมายในชีวิต คุณเลือกเอาได้ตามใจ!
10.ไม่มีทางที่โชค หรือสิ่งอื่นใดที่มีค่า จะมาถึงตัวคุณได้เลยถ้าคุณไม่ลงมือทำการใดๆ (เพื่อเตรียมตัวรับโชคหรือสิ่งนั้นๆ)
11. คนรวยให้ความสนใจกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ ส่วนคนจนให้ความสนใจกับสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการ
12.คนรวยมองเห็นโอกาส กระโจนใส่มัน และร่ำรวยยิ่งขึ้น แล้วคนจนล่ะ มัวทำอะไรอยู่? พวกเขาก็ยัง“เตรียมตัว”อยู่นะสิ!
13.คนรวยมักเป็นผู้นำ และผู้นำที่ยิ่งใหญ่ล้วนแต่เป็นนักโปรโมทที่ยอดเยี่ยม การเป็นผู้นำที่ย่อมมีผู้ตามและผู้สนับสนุน นั่นหมายความว่าคุณต้องช่ำชองด้านการขาย การสร้างแรงบันดาลใจ และการจูงใจให้ผู้คนเชื่อในวิสัยทัศน์ของคุณ
14. ถ้าคุณเชื่อว่าสิ่งที่คุณมีสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างแท้จริง หน้าที่ของคุณก็คือการบอกให้คนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้รับรู้ และวิธีนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณช่วยเหลือคนอื่นได้เท่านั้น แต่คุณยังจะร่ำรวยอีกด้วย!
15.เคล็ดลับสู่ความสำเร็จไม่ใช่การพยายามหลีกเลี่ยง ปัดหรือหันหลังให้กับปัญหา สิ่งที่คุณต้องทำคือ การพัฒนาตนเองให้ยิ่งใหญ่เหนือกว่าทุกๆปัญหา
16.ถ้าคุณบอกว่าคุณมีค่า คุณก็มีค่า ถ้าคุณบอกว่าคุณไร้ค่า คุณก็ไร้ค่า ไม่ว่าอย่างไรคุณก็จะดำเนินชีวิตไปตามเรื่องราวที่คุณแต่งขึ้นเอง
17.คนจนแลกเวลากับเงิน กลยุทธ์นี้มีปัญหาเพราะเวลาของคุณมีอยู่อย่างจำกัด นั่นหมายความว่าคุณกำลังแหกกฎแห่งความมั่งคั่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งระบุว่า “อย่าให้มีเพดานจำกัดรายได้ของคุณ”
18.มาตรวัดความมั่งคั่งที่แท้จริงคือมูลค่าทรัพย์สิน ไม่ใช่รายได้จากการทำงาน
19.ถ้าคุณไม่ควบคุมเงินของคุณ มันก็จะควบคุมคุณ การจะควบคุมเงินของคุณ คุณต้องรู้จักบริหารเงิน
20. อิสรภาพทางการเงิน คือ ความสามารถที่จะดำเนินชีวิตในรูปแบบที่ต้องการโดยไม่ต้องทำงานหรือพึ่งพาคนอื่นในเรื่องเงิน
21.คุณจะมีอิสรภาพทางการเงินเมื่อรายได้งอกเงย (รายได้จากทรัพย์สินหรือธุรกิจที่ทำงานแทนคุณและสร้างรายได้ด้วยตัวของมันเอง) ของคุณมีจำนวนมากกว่ารายจ่าย
22.คนจนทำงานหนักและใช้เงินทั้งหมดที่มาหาได้ พวกเขาจึงต้องทำงานหนักตลอดไป ส่วนคนรวยทำงานหนัก สะสมเงิน และนำไปลงทุน พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องทำงานหนักอีก
23. ความผิดพลาดอันยิ่งใหญ่ที่สุดของคนส่วนใหญ่ คือ การรอให้ความกลัวลดน้อยลงหรือจางหายไปก่อนจะเริ่มลงมือทำ(บางสิ่งบางอย่างไปสู่ความมั่งคั่ง) และคนเหล่านี้ก็มักลงเอยด้วยการนั่งรอตลอดไป
24. คนรวยและผู้ที่ประสบความสำเร็จก็มีความกลัว ความไม่แน่ใจ และความกังวลเช่นกัน เพียงแต่พวกเขาไม่ยอมปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านั้นมาหยุดยั้งตนเอง
25. ความสุขไม่ได้มาจากการใช้ชีวิตอย่างสบายๆไปวัน พร้อมๆกับนึกสงสัยตลอดเวลาว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตบ้าง แต่ความสุขเกิดจากการเติบโตตามอัตราการเติบโตที่ควรจะเป็นและการใช้ชีวิตด้วยศักยภาพสูงสุดของตัวเรา
26.การฝึกฝนและบริหารความคิดของคุณเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดที่คุณควรมีไว้ครองครอง เพื่อให้บรรลุความสุขและความสำเร็จ
27. น้อยคนนักจะรู้ว่าวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการสร้างและรักษาความมั่งคั่งเอาไว้ก็คือ การพัฒนาตัวคุณเอง เพื่อให้คุณเติบโตเป็นคนที่ “ประสบความสำเร็จ”
28. คนจนและชนชั้นกลางส่วนใหญ่เชื่อว่า “ถ้าฉันมีมากๆ ฉันก็จะสามารถทำในสิ่งที่ฉันต้องการและเป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้” ส่วนคนรวยเข้าใจว่า “ถ้าฉันกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ฉันจะสามารถทำในสิ่งที่ฉันจำเป็นต้องทำเพื่อให้มีสิ่งที่ฉันต้องการ รวมไปถึงจำนวนเงินมากๆด้วย”
29.คนรวยคือผู้เชี่ยวชาญในงานที่ตัวเองทำ ชนชั้นกลางคือพวกที่ทำงานของตัวเองได้ดีในระดับปานกลาง และคนจนคือพวกที่ทำงานของตัวเองไม่ได้เรื่องเลย
30.การจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างถาวรนั้น มันต้องเกิดขึ้นในระดับที่ลึกซึ้ง....เครือข่ายในสมองคุณต้องถูกสร้างขึ้นใหม่ นั่นหมายความว่าคุณต้องนำมันไปปฏิบัติจริง อย่าเพียงแต่อ่าน อย่าเพียงแต่พูดถึงมัน และอย่าเอาแต่คิด จงลงมือทำจริงๆ

Cr. Thanachok Loketkawe ^^ lucky eiei

Saturday, May 10, 2014

“‘ฝึกฝน Winning Attitude’ ข้อคิดจากหนังสือ Trading in The Zone”


หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในหนังสือคลาสสิคที่เซียนหุ้นหรือ Trader ระดับโลกหลายคนต่างก็แนะนำ เหมาะสำหรับการฝึกจิตใจและปรับทัศนคติให้เหมาะสมกับการลงทุน-การเทรด
เนื่องจากในหนังสือมีเนื้อหาที่เยอะและกว้างพอสมควร ในบทความนี้ ผมจึงนำข้อความและข้อแนะนำที่น่าสนใจมาบางส่วนเท่านั้น และแนะนำให้ทุกท่านลองหาซื้อมาอ่านดูนะครับ เพราะเป็นหนังสือที่จะช่วยปรับปรุงเรื่องทัศนคติในการ Trade ได้ดีจริงๆ…
(ประโยคที่คัดมาผมคิดว่าศัพท์แปลไม่ยากมาก เลยไม่ได้แปลไว้ทั้งหมดนะครับ)
####
อันที่จริงแล้ว สิ่งสำคัญที่จะชี้วัดความสำเร็จจริงๆของ Trader หรือนักลงทุนแต่ละคน ไม่ได้อยู่ที่ความรู้หรือหลักวิชาการ เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้เหมือนกันหมด
เช่น การแกะงบการเงิน การดูกราฟ หรือดู indicator ต่างๆ ซึ่งเมื่อเราได้เรียนได้รู้แล้ว ก็จะพบว่าคนอื่นเขาก็สามารถรู้เหมือนกับที่เรารู้ได้เช่นกัน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายและรวดเร็วมาก
ดังนั้น ปัจจัยที่ทำให้เราแต่ละคนแตกต่างกันจริงๆก็คือ ทัศนคติ (Attitude) , ความเชื่อ (Belief) และการควบคุมอารมณ์ในการลงทุนเมื่อต้องเจอกับความไม่แน่นอนของตลาด (uncertainty) 
สิ่งเหล่านี้จะตัดสินว่าเราจะประสบความสำเร็จในตลาดได้หรือไม่นั่นเอง
“Trading presents us with a fundamental paradox : How do we remain disciplined, focused, and consistent in the face of constant uncertainty?” 
แต่เมื่อพูดถึงเรื่องของจิตใจและความเชื่อ มันก็เป็นสิ่งที่สอนกันได้ยาก เพราะว่าการรับรู้และการตอบสนองของแต่ละคนนั้นก็จะต่างกันไปตามลักษณะบุคลิกภาพ และพื้นฐานต่างๆของแต่ละบุคคล
ซึ่งจุดนี้คือความสำคัญว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องฝึกจิตใจให้มีทัศนคติที่เหมาะสม หรือที่ผู้เขียนเค้าใช้คำว่า‘Winning Attitude’
โดยในหนังสือเริ่มจากการเกริ่นนำถึงข้อผิดพลาดต่างๆที่คนส่วนใหญ่เป็นกัน เป็นความผิดพลาดที่เกิดมาจากการหลงตัวเอง ความโลภ ความกลัว เช่น ซื้อเยอะเกินไปโดยไม่ดูความเสี่ยง หรือไม่ว่าจะเป็นการกลัวคิดผิด กลัวขาดทุน กลัวตกรถ และกลัวขายหมู
ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็ถือเป็น common fear โดยทั่วไปของคนเล่นหุ้นนั่นเอง
“Ninety-five percent of the trading errors you are likely to make will stem from your attitudes about being wrong, losing money, missing out, and leaving money on the table. What I call the four primary trading fears.”
“It’s when you’re winning that you are most susceptible to making a mistake, overtrading, putting on too large a position, violating your rules, or generally operating as if no prudent boundaries on your behavior are necessary. You may even go to the extreme of thinking you are the market. However, the market rarely agrees, and when it disagrees, you’ll get hurt. The loss and the emotional pain are usually significant.”
เมื่อเกิดความกลัว หรือมีทัศนคติที่ผิด มันจะส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการลงทุนที่ผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง (Trading Error) เช่น ซื้อขายบ่อยเกินไป (overtrading) , ซื้อมากเกินไป (putting on too large a position) , ซื้อน้อยเกินไป , ลังเลไม่เข้าซื้อหรือไม่รีบตัดขาดทุนตามแผน (violating your rules) , รีบขายหมูเพราะกลัว เป็นต้น
ซึ่งผลจากการทำผิดพลาดเหล่านี้จะทำให้ Trader คนนั้นไม่สามารถทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอและไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว เพราะในการลงทุนนั้นความสม่ำเสมอคือสิ่งที่สำคัญมาก
“The reason we aren’t consistently successful is because of the way we think.”
วิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ไม่ใช่การหาระบบลงทุนที่ perfect หรือต้องไปหา indicator ที่แม่นยำ 100% เนื่องจากว่าพวกมันไม่มีอยู่จริง แต่มันคือการที่เราต้องปรับทัศนคติ หรือ mind-set ของตัวเองให้ถูกต้องเหมาะสมต่างหาก
“Attitude produces better overall result than analysis or technique, because if you have the right attitude – the right mind-set – then everything else about trading will be relatively easy, even simple, and a lot more fun.”
“What makes trading so fascinating and, at the same time, difficult to learn is that you really don’t need lots of skills ; you just need a genuine winning attitude.”
เมื่อเริ่มมีหลักการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเราแล้ว สิ่งสำคัญหลังจากนั้นก็คือ ‘การปรับปรุงทัศนคติในการเทรด’ โดยในเบื้องต้นนั้น สิ่งที่ผู้เขียนแนะนำก็คือ
1) ต้องเข้าเทรดโดยไม่กลัวเกินเหตุ และอย่ามั่นใจมากเกินไป (to trade without fear or overconfidence)
2) รับรู้ได้ว่าตลาดกำลังบ่งบอกหรือนำเสนออะไรเราอยู่ในภาพรวม(perceive what the market is offering from its perspective)
3) เตรียมพร้อมและโฟกัสไปที่โอกาส ณ ขณะนั้น ในช่วงเวลานั้นๆ(stay completely focused in the ‘now moment opportunity flow’)
>> ข้อ 3 นี้ต้องขึ้นอยู่กับ timeframe ของแต่ละคนด้วยนะครับ บางคนดูสัญญาณจากกราฟนาที , กราฟ day บางคนก็อาจจะใช้สัญญาณภาพใหญ่จากกราฟ week – month เลย
และ 4) เข้าสู่การเทรดในโซนของตนเองอย่างเป็นธรรมชาติ กล่าวคือถึงแม้เราจะไม่รู้ว่าสุดท้ายผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่ตราบใดที่การเทรดนั้นยังอยู่ในมุมมองที่เราถนัดหรือเรายังได้เปรียบอยู่ เราก็ต้องมั่นใจในความเชื่อและหลักการของตัวเอง จิตใจต้องไม่ไขว้เขวสั่นคลอนง่ายๆครับ
(spontaneously enter the ‘zone’ , it is a strong virtually unshakeable belief in an uncertain outcome with an edge in your favor.)
“The best traders aren’t afraid because they have developed attitude that give them the greatest degree of mental flexibility to flow in and out of trades based on what the market is telling them.”
เมื่อเราเริ่มเข้าใจและสามารถปรับทัศนคติให้เป็นไปตามที่ผู้เขียนแนะนำ สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงก็คือ
- มันจะทำให้เรามีความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งสำคัญมาก เพราะถ้าเราไม่เชื่อมั่นในตัวเองก็คงจะไม่สามารถทำอะไรได้สำเร็จ
- ไม่กลัวอนาคต ไม่วิตกเรื่องในอดีต อยู่กับปัจจุบัน
- ไม่ทำผิดพลาดบ่อยเกินไป เพราะเราพยายามทำตามแผนอย่างสม่ำเสมอ
- ที่สำคัญคืออยู่ใน comfort zone และพร้อมที่จะเคลื่อนไหวไปตาม flow ของตลาดอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีการคิดไปเอง หรือมี bias ครับ
ทัศนคติเหล่านี้คือสิ่งที่เทรดเดอร์เก่งๆมีกัน บางคนอาจจะมีติดตัวมาตั้งแต่แรก หรือได้มาจากการฝึกฝนอย่างหนักครับ
“The winners have attained a mind-set that allows them remain disciplined, focused, and confidence.”
“When you stop making trading errors, you’ll begin trusting yourself. The greater your confidence, the easier it will be to execute your trades.”
“The best traders stay in the flow because they don’t try to get anything from the market; they simply make themselves available so they can take advantage of whatever the market is offering at any given moment.”
“They’re in the flow, because they’re perceiving an endless stream of opportunities, and when they’re not in the flow, the best trader can recognize that fact and then compensate by either scaling back or not trading at all.”
นอกจากทัศนคติในเบื้องต้นนี้แล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมชอบมากนั่นก็คือ ผู้เขียนแนะนำให้เรามองการลงทุนหรือการ Trading นั้นเป็นเหมือน probability game หรือเกมความน่าจะเป็นอย่างนึง
จุดเด่นของการคิดแบบความน่าจะเป็นก็คือ การที่เราต้องยอมรับผลของการเทรดได้ทุกรูปแบบ ซึ่งจะทำให้เราสามารถเข้าเทรดได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปกลัวก่อนว่า สุดท้ายแล้วเราจะถูกหรือผิด เพราะว่าผลลัพธ์ของการเทรดแต่ละครั้งนั้นมีความไม่แน่นอน หรือเป็น unique outcome
ถ้าลองยกตัวอย่างให้เห็นภาพ – มีหุ้นเข้ามาในระบบของเรา 2 ตัว หุ้น A เราชอบเพราะคิดว่าพื้นฐานดี อีกตัวหนึ่งหุ้น B ไม่ค่อยชอบเพราะพื้นฐานดูไม่ดีเท่าหุ้น A
บ่อยครั้งที่เรามักมองว่าหุ้นตัวนี้ต้องดีกว่าหุ้นตัวนั้น นั่นเป็นเพราะว่าเรากำลังมี bias และคิดไปเองล่วงหน้าว่าหุ้นตัวไหนดีกว่าและจะต้องขึ้นก่อน
แต่สุดท้ายหุ้นตัวที่เราไม่ค่อยชอบนั้นกลับขึ้นไปอย่างมาก ในขณะที่หุ้นที่เราชอบมากกว่ากลับไม่ไปไหนหรือยังลงมาทำให้เราขาดทุนอีกด้วย
ถ้าเรามี bias หรือไม่ยอมเทรดหุ้นที่เข้าระบบอย่างเท่าเทียมกัน ก็จะทำให้เราเสียโอกาสที่จะได้กำไร และบางครั้งอาจจะขาดทุนอีกด้วย ถ้าหากไม่ยอมรับว่าเราผิด
(อย่าลืมว่าคนส่วนใหญ่ก็มักจะขาดทุนหนักจากหุ้นตัวที่เขามั่นใจมาก)
การเทรดแต่ละครั้งจะเกิดความน่าจะเป็นและผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไปเสมอ นี่จึงเป็นความสำคัญของการคิดแบบ probability game นั่นเอง…
“To think in probabilities, you have to believe that every moment in the market is unique, or every edge has a unique outcome.”
“Traders who have learned to think in probabilities are confident of their overall success, because they commit themselves to taking every trade that conforms to their edge. They have learned that they don’t know in advance which trade are going to work and which ones aren’t.”
“When you really believe that trading is simply a probability game, concepts like right and wrong, or win and lose, no longer have the same significance. As a result, your expectation will be in harmony with the possibilities.”
สุดท้ายแล้ว เมื่อเรามีทัศนคติที่ดีขึ้นและเริ่มมองการเทรดอย่างความน่าจะเป็นแล้ว ข้อสรุปและมุมมองที่เรามีต่อการลงทุนในตลาดก็จะเป็นประมาณนี้ครับ
(1) การที่จะทำเงินจากตลาด เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต   (you don’t need to know what’s going to happen next to make money)
(2) อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ   (anything can happen)
(3) ในช่วงเวลาต่างๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและผลลัพธ์ของมันจะแตกต่างกันไปเสมอ ดังนั้น การเทรดแต่ละครั้งอาจจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็เป็นไปได้ทั้งนั้น    (every moment is unique, meaning every edge and outcome is truly a unique experience. The trade either works or it doesn’t.)
Traders in the “zone” don’t need to know – and don’t care – what the market is going to do next. They know what they are going to do next. And that makes all the difference.
“Most important, by establishing a belief that anything can happen, he will be training his mind to think in probabilities.”
ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อคิดและข้อแนะนำคร่าวๆที่ผมคิดว่าน่าสนใจ ในหนังสือยังมีรายละเอียดและตัวอย่างอีกพอสมควรครับ เป็นหนังสือที่น่าเก็บสะสมไว้จริงๆ
“Consistency as a trader does not depend upon your knowledge of market behavior, but rather upon a very unique mind-set.”
สุดท้ายนี้ ขอจบด้วย quote ที่เหมาะกับหนังสือเล่มนี้พอดี เจอโดยบังเอิญจากเวบ pantip เลยตัดมาแปะประกอบบทความครับ
Blog 45 : “‘ฝึกฝน Winning Attitude’ – ข้อคิดจากหนังสือ Trading in The Zone”
20 เมษายน 2014

Labels: ,

การพัฒนาสติด้วยความฉลาดทางอารมณ์ ตอนที่หนึ่ง


การพัฒนาสติด้วยความฉลาดทางอารมณ์ ตอนที่หนึ่ง

แฟนเพจบางท่าน อยากรู้ว่า การพัฒนาสติ ทำอย่างไร? สำหรับผม สติ ( conscience) เขาเป็นเหมือนตำรวจและอัยการที่ร่วมทำสำนวนส่งฟ้องศาล (สืบสวนสอบสวน ทำเรื่องฟ้อง) ศาล (เหตุผล) จะพิพากษาตามสำนวนที่อัยการส่ง ส่วนอารมณ์คือ จำเลย ที่ตำรวจรับเรื่อง แล้วทำเรื่องส่งให้อัยการ ก่อนถึงมือศาลอีกที

อารมณ์ คือ จำเลย

จำเลยฟ้องตำรวจ ทั้งอารมณ์ดี หรือ อารมณ์เสีย ตำรวจก็ทำรูปคดีส่งอัยการ ซึ่งจะดูข้อมูลและหลักฐานจริงของอารมณ์อีกที เพื่อทำเรื่องฟ้องศาล ตามที่ตนคิดว่า จริงที่สุด (อารมณ์มีที่มาจาก ใคร? ทำอะไร? ที่ไหน? อย่างไร? ใครต้องรับผิดชอบบ้าง? ผลที่ตามมา? ความเสียหาย? และแรงจูงใจให้มีอารมณ์นั้น?) เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาคล้อยตามข้อมูล หลักฐานที่รวบรวมได้

ศาล คือ เหตุผล อาจเชื่อหรือไม่เชื่อการรวบรวมข้อมูลจากอัยการ ตามหลักการที่ศาลยึด หรือ ชุดความคิดที่สั่งสมมาจากประสบการณ์ตัดสินความ มุมมองชีวิตและตำรา

ดังนั้น คนมีสติ ต้องทำตัวเป็นทั้งตำรวจที่ดี อัยการที่แม่น คือ จะต้องไม่เชื่ออารมณ์ตั้งต้น ที่เรามีต่อคน ต่อสถานการณ์ และจะไม่ตอบสนองอะไรตามอารมณ์ เพราะอารมณ์ เป็นแค่การฟ้องของจำเลย

พอพูดอย่างนี้ เราอาจเริ่มเห็นภาพความฉลาดทางอารมณ์ว่าเกี่ยวกับสติอย่างไร?

คนฉลาดทางอารมณ์จะไม่เชื่อทั้งอารมณ์ดี อารมณ์เสีย แต่จะใช้อารมณ์นั้น สาวหาความจริง เพื่อดูแรงจูงใจ แล้วจะได้ อ๋อ รู้ตัว ว่าเครียดกับอะไรจริงๆ ทางออกคืออะไร? 

การเชื่ออารมณ์ดี ก็ตัดสินใจพังได้

กรณีตัวอย่างของการเชื่ออารมณ์ดีทันที แล้ว ตัดสินใจพัง ก็มีให้เห็นบ่อยๆ เช่น บางคนเข้ามาหาเราพร้อมข่าวดีบางเรื่อง อาจพูดว่า... “เธอ วันนี้เธอดูสดใสมากนะ ฉันรู้เลยว่า เธอกำลังมีโชค มีอะไรให้รีบทำนะ วันนี้ วันดี” เรารู้สึกดี ซักพักมีคนมีเสนอขายหุ้น เราเชื่ออารมณ์ดีว่าเราโชคดี เราซื้อเลย โดยไม่คิดว่า อารมณ์ดีของเรามาจากการเชื่อว่าโชคจะดีวันนี้ ไม่เกี่ยวกับหลักฐานจริง ของการซื่อหุ้น เราซื้อเยอะ หุ้นตก และตกยาวววววว ตกระนาว เซ็ง หรือ วันนั้น เรากระหน่ำซื้อของที่อยากได้ เพราะเชื่ออารมณ์ดี ว่าจะมีโชค เลยซื้อหลายอย่างที่อยากได้ ซื้อเผื่อคนอืีนในครอบครัวด้วย หรือเราอาจรอรับเงินก้อนโต แต่เป็นข่าวจากสัญญาเกินจริงของคู่ค้า ปรากฏกลับบ้าน เอ หลายอย่างเราก็ไม่ได้อยากได้จริง แต่อารมณ์ดีมันพาไป กลายเป็นของที่ต้องเก็บอีกตรึม ไอ้เงินก้อนนั้นก็ไม่ได้ เราอารมณ์ดีไปก่อน เพราะเชื่อคำสัญญาเกินจริงนั้น

การเชื่ออารมณ์เสีย ก็ตัดสินใจพังได้เช่นกัน

กรณีที่ เราเชื่ออารมณ์เสียทันที ก็มีบ่อย เช่น มีคนมาบอกเราว่า คนนี้ คนนั้นคิดกับเธออย่างนี้ เขาพูดกับฉันอย่างนี้ เราอารมณ์เสีย ตัดสินใจบางอย่างทันที ปรากฏ เรื่องจริงทั้งหมดไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่เป็นการปรุงแต่ง จึงเสียความสัมพันธ์ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะ เชื่อ อารมณ์เสีย ว่า พอ ที่จะตัดสินใจทุกเรื่องในชีวิตได้

คนที่เชื่อ อารมณ์ ทันที ทั้งอารมณ์ดี อารมณ์เสีย คือ คนที่ไม่ฉลาดทางอารมณ์ เพราะเป็นทาสอารมณ์ ถ้าเขาเป็นตำรวจ การเชื่ออารมณ์คือ การบิดรูปคดีตามใจตัวเอง อัยการเลยพลาดไปด้วย ศาลก็ต้องยอมต่อรูปคดี การตัดสินใจ เสียหาย

การรับรู้ทุกอารมณ์ที่เข้ามาว่าเป็นแค่อารมณ์ที่ต้องตรวจสอบข้อมูลหลักฐาน คือ การมีสติ สติ กลั่นกรอง ที่มาของอารมณ์ ก่อนใช้ เหตุผล (ศาล) ตัดสินใจให้คมที่สุด

ความฉลาดทางอารมณ์ จริงเป็นการไม่เป็นทาสอารมณ์ทั้ง ดีหรือ เสีย แต่ให้อารมณ์เป็น “แผนที่” บอกว่า แรงจูงใจจริงของเรา กับของคนที่เรามีอารมณ์ด้วยคืออะไร? โดยเก็บข้อมูลจากทุกทางให้เรียบร้อยก่อน

คนมีสติ จะไม่ให้การนิยามอารมณ์ว่า ดี หรือ เสีย เป็น นาย นำการตัดสินใจ ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มองข้ามอารมณ์เสีย เอาแต่อารมณ์ดี หรือมองข้ามอารมณ์ดี เอาแต่อารมณ์เสีย เช่นกัน

เพราะทุกอารมณ์ คือ อารมณ์จริง แต่เขาฟ้องเฉยๆ ฟ้องเพื่อให้เรารู้ว่า “เกิดเรื่อง” แล้วนะ 

ส่วนสติ จะกลั่นกรองทุกอย่างก่อนเรื่องไปถึงมือศาล เพื่อตัดสิน (ใจ)

ดังนั้น คนที่เอาเหตุผลมาเหนือความรู้สึก ก็ยังไม่ฉลาดทางอารมณ์ เพราะมองข้ามประโยชน์ของอารมณ์เกินไป กล่าวคือ อยากเป็นศาลตัดสินเลย ไม่ต้องดูรูปคดีก่อน

ส่วนคนที่ตามใจอารมณ์ตัวเอง ก็ไม่ฉลาดทางอารมณ์ เพราะอาจมองข้ามอารมณ์ที่ไม่ตรงแนวตัวเอง เช่น คนมองโลกบวกเกิน ก็ไม่เอาอารมณ์เสียมามองเลย ทำให้ตัดสินใจพลาดเพราะเสพติดการมีอารมณ์ดีก่อน แล้วตัดสินใจ ส่วนคนที่มองโลกแง่ร้ายเกิน ก็เอาแต่มองอารมณ์เสียของตัวเอง และคุ้นชินกับอารมณ์เสียจนเป็นเพื่อนซี้ ทำให้ชีวิตโกรธเกินจริง โกรธบ่อย จนบางที ตัดสินใจอะไรก็ต้องบิ้วตัวเองให้โกรธจัด จะได้ทำได้นานๆ ใช้ชีวิตปกติลำบาก ทำงานอะไรก็ทำได้ไม่นาน เพราะต้องโกรธถึง จะทำเรื่องนั้น ตามเรื่องนั้น เกาะติดเรืืองนั้นได้นานพอ เพราะเชื่อในอารมณ์เสียของตัวเองตั้งแต่เด็กๆ จนตัดสินใจแนวอื่นไม่เป็น

คนฉลาดทางอารมณ์จะยอมมองทุกอารมณ์ ไม่มองข้ามอารมณ์ที่เข้ามากระทบตน แต่มองเป็นแค่จำเลย เป็น แผนที่ สาวหาแรงจูงใจ หลักฐานและข้อมูลรอบด้านจริงก่อนตัดสินใจให้คม

เอาแค่นี้ก่อนครับ เดี๋ยวคุยเรื่องนี้กันอีก 

ขอให้คนฉลาดทางอารมณ์ คือ ไม่มองข้ามทุกอารมณ์ ยอมรับ แต่ใช้อารมณ์สาวหาความจริงเพื่อจะได้ตัดสินใจให้คมที่สุด ตรงแม่นที่สุด กับสิ่งที่เหมาะกับตัวเองที่สุด จงเจริญ

ดร. ต้อง เดอะ ฟิลเตอร์

"เงินเดือนของเราคือรายจ่ายของบริษัท"

"เงินเดือนของเราคือรายจ่ายของบริษัท"

ถ้าเข้าใจประโยคนี้ ผมว่าเราจะหนาว
หนาวจนต้องเร่งพัฒนาตัวเองและตั้งอยู่บนความไม่ประมาท

เงินเดือนนั้นให้ความมั่นคง แต่ก็ทำให้หลายคนเฉื่อยชา
คนส่วนใหญ่หยุดพัฒนาความสามารถของตัวเองภายในไม่กี่ปี
ทั้งที่ความจริง เมื่อบริษัทจ่ายเงินเรา
สิ่งที่เขาคาดหวังก็คือ 
"เราต้องทำรายได้ให้เขา มากกว่าที่เขาจ่ายเงินเดือนเรา"
มันไม่ใช่การเอาเปรียบ แต่มันคือความจริงของโลก
เพราะฉะนั้นใครที่ทำตัวเป็นซอฟท์แวร์เก่าๆ ไม่อัพเดทตัวเอง
ไม่นาน ก็ต้องถูกเลิกใช้ในที่สุด

และเพราะเงินเดือนนั้นให้ความมั่นคง
มันจึงยิ่งดับเบิ้ลความเสี่ยง
เพราะคนส่วนใหญ่ชอบคิดฝากชีวิตไว้กับบริษัท
เลยไม่หา "ทางเลือก" ที่จะเป็น "ทางรอด" เมื่อยามคับขัน

ตอนเหตุการณ์ปกติดี ก็คงไม่เป็นไรหรอกครับ
แต่ตอนที่เกิดวิกฤต คำถามก็คือ
"ถ้าเราเป็นเจ้าของ เราจะเลือกทำอะไร?"
คำตอบคงไม่พ้น "ลดค่าใช้จ่าย"
และเงินเดือนของเราก็คือหนึ่งค่าใช้จ่าย

ในชีวิตผม มีอยู่สองครั้งที่ผมถูกเลิกจ้าง ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด
แต่เพราะบริษัทเกิดวิกฤต เลยต้องลดค่าใช้จ่าย

โชคยังดีที่ผมมีความสามารถหลากหลาย
และขุดบ่อไว้รอตั้งแต่ยังไม่หิวน้ำ มีรายได้หลายทาง
เลยรอดมาได้แบบหวุดหวิด
บางคนที่ร่วมชะตากรรมเดียวกับผม
จนป่านนี้ ผมไม่แน่ใจว่าชีวิตเขาลุกขึ้นได้หรือยัง

บริษัทไม่ผิดหรอกครับ เป็นใครก็ต้องทำแบบนั้น
แต่เราต่างหากที่จะเตรียมตัวอย่างไรไว้ก่อนดี?

จะง่อยๆ ทำอะไรไม่เป็นเลย ไม่มีความสามารถพิเศษ
หรือจะรีบพัฒนาทักษะต่างๆ ไปเรียนภาษาเพิ่ม
เรียนพูด เรียนเขียน นู่นนั่นนี่

จะมีรายได้ทางเดียวคือเงินเดือน
หรือจะลงทุน จะหางานพิเศษทำวันหยุดหรือหลังเลิกงาน
ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราทั้งนั้น

ความมั่นคงไม่ใช่อยู่ที่บริษัทที่เราสังกัด
แต่ความมั่นคงอยู่ที่ตัวเรา
เมื่อวันที่บริษัทเกิดวิกฤต
เราและครอบครัวต้องไม่วิกฤตตามไปด้วย
ซึ่งแก้ไขได้ด้วย
"การพัฒนาความสามารถตัวเอง" และ "มีรายได้หลายทาง"

"เงินเดือนของเราคือรายจ่ายของบริษัท"
ต่อให้อากาศร้อนๆ แบบนี้
แต่ถ้าใครมัวชะล่าใจ ระวังจะหนาวนะครับ



Boy's Thought

"ศักยภาพของผู้ตาม ขึ้นอยู่กับจินตนาการของผู้นำ"

"ศักยภาพของผู้ตาม ขึ้นอยู่กับจินตนาการของผู้นำ"

รูปนี้ ตอนไปทำงานที่กรุงโคเป็นเฮเก้น เมืองหลวงของเดนมาร์ก

ต้องบอกเลยว่า ทำงานกับวงระดับแบบนี้แล้ว สนุก และ สบายใจมาก

อธิบายปุ๊บ ได้ปั๊บ

เขาทำตามที่เราบอกได้หมด

หรือถ้า ไม่ได้ "ทันที" อธิบายต่ออีกนิด ก็เข้าใจกันแล้ว

แปลว่า...

ถ้าผู้ตาม เป็นมืออาชีพระดับสูง

อย่ากลัวที่จะขอสิ่งที่ "ไกลเกินฝัน"

ถ้าเขาเล่นออกมาได้ "ต่ำกว่าศักยภาพของเขา"

นั่นเป็นความผิดของเรา ในฐานะผู้นำ

เราไม่กล้าเรียกดึงศักยภาพของผู้ตามออกมา

==========

ผู้นำหลายคน ไม่อยากลองอะไรใหม่ๆ

ทำตามแบบเดิมๆ

เก็บเงิน แล้วก็กลับบ้าน

ไม่ต้องอะไรมากมาย

ใช้ชีวิตแบบนั้นนานๆ คุณจะซังกะตายกับชีวิต

ลูกน้องก็จะซังกะตายกับงาน

เพราะทุกคน ต้องการผู้นำที่ inspire พวกเขา

ต้องการผู้นำที่ เรียกร้องให้พวกเขา "ยืดตนเอง"

เรียกร้องให้พวกเขา "ใช้เต็มความสามารถ"

==========

ปล. แถมบทเรียน อีกนิด

ถ้าคุณไม่ได้ลูกทีมที่อยากก้าวหน้า อยากโต

อาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนทีม

หรือไม่ ก็ทำเหมือนผมบางครั้ง

คือ

"ไล่ตัวเองออกจากงาน"

เรา "เลือก"คนที่เราจะทำงานด้วย ได้

เรามีสิทธิ์

เวลาทำงานกับกลุ่มคนที่มีพลัง มันเป็นความสนุกอย่างบอกไม่ถูก

ผมขอใช้ชีวิตแบบนั้นดีกว่า

ด้วยความรัก

บัณฑิต อึ้งรังษี

ปล. แถมอีกข้อ

ก่อนที่คุณจะ inspire คนอื่นได้
คุณต้อง inspire ตนเองให้ได้ก่อน

"ทำไงดี ถ้าเกิดมารวย"

"ทำไงดี ถ้าเกิดมารวย"

โพสต์ที่แล้ว ผมเขียนเรื่อง "คู่มือหมาวัด" สำหรับคนที่ต้องเริ่มต้นด้วยติดลบ เป็นบทเรียนที่ผมได้จากการสร้างตัวที่อเมริกา

แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เกิดมาในครอบครัวที่ดีพร้อม ร่ำรวยล่ะ

อาจมีพ่อ หรือแม่ ที่เก่งมากๆ รวยมากๆ หรือมีชื่อเสียง

คุณอยากมีศักดิ์ศรีของตนเอง ไม่ใช่เป็นที่รู้จักแค่ว่า "เป็นลูกของ.... "

ผมเคยนึกมานาน ว่าถ้าผมอยู่ในสถานการณ์นั้น ผมจะทำอย่างไร
เพราะจากการที่เคยดูสารคดี ...มันไม่ง่าย ที่จะมีพ่อแม่ที่ดัง รวย เก่งมากๆ ฯลฯ
เพราะเด็กจะต้องถูกเปรียบเทียบกับพ่อแม่ แน่นอน

เมื่อไม่นานมานี้ มีคนถาม เพราะเขากลุ้มใจที่เกิดมารวย
ผมจึงให้คำแนะนำได้ทันที...

1. ไม่ต้องแคร์คำพูดคนอื่น (ประเภทว่า "เอ็งก็พึ่งบารมีพ่อแหละวะ")
ไม่ต้อง "รู้สึกผิด"
ให้ใช้พลังความคิดของคุณไปในแบบ ข้อ 2

2. หาฮีโร่ที่เป็นคนคล้ายคุณ แต่สร้างความสำเร็จเหนือไปอีกขั้น จากที่พ่อแม่สร้างไว้

ฮีโร่ของคุณ จะไม่ใช่คนประเภทสตีฟ จ๊อบส์, หรือ ฮาวเวิร์ด ชุลส์ แห่งสตาร์บัคส์ ที่สร้างตัวจากไม่มีอะไร กลายเป็นบุคคลให้แรงบันดาลใจ

แต่ฮีโร่ของคุณจะเป็นคนประเภท...

- โดนัลด์ ทรัมป์ พ่อเป็นมหาเศรษฐีอสังหาฯ แต่ไม่ได้โดดเด่น...โดนัลด์ ทรัมป์ ฝันถึงการเป็นเจ้าอสังหาฯ ใน Manhattan ในแบบที่ไม่มีใครทำมาก่อน สร้างชื่อเสียงโด่งดังให้ตนเอง

- บิล เกทส์ พ่อแม่ร่ำรวย มีตังค์ส่งไปเรียนฮาร์เวิร์ด ...ใช่ เขาลาออกจากฮาร์เวิร์ดกลางคัน แต่ถ้าไมโครซอฟท์ไม่สำเร็จ เขาก็ไม่อดตาย มรดกเพียบ
แต่บิล เกทส์ สร้างธุรกิจเป็นพันเท่าของพ่อ กลายเป็นคนรวยที่สุดในโลก

- อดีต ปธน. จอห์น เอฟ เคนเนดี้ พ่อเป็นมหาเศรษฐีจากหุ้น และขายวิสกี้ ...เขาปั้นลูกให้เป็นนักการเมืองตั้งแต่เด็ก จ้างโปรดิวเซอร์จากฮอลลีวู้ด มาตามถ่าย "สร้างภาพ"ให้ลูกชาย ให้ดูดีในสายตาประชาชน ตั้งแต่ก่อนเล่นการเมือง

แต่ JFK สามารถต่อยอดจากที่พ่อเขาสร้าง กลายเป็น his own man และเป็น world leader ที่สำคัญคนหนึ่ง

สุดท้าย

ชีวิตทุกคน มีค่า
เราเกิดมาบนโลกนี้ เพื่อมีประสบการณ์กันคนละแบบ
เกิดมา"ต้นทุนต่ำ" ก็ดี จะได้เรียนรู้บทเรียนอีกแบบ

เกิดมาต้นทุนสูง ก็ดี ก็เรียนรู้บทเรียนอีกแบบ

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ

ที่สำคัญ ส่งความรักให้กับทุกคน
อย่าตัดสินคนอื่น อย่าพูดไม่ดีกับคนอื่น
พูดให้กำลังใจกัน
เทรนตาให้หาแต่สิ่งดีในตัวผู้อื่น

แล้วคุณจะเป็น "แสงสว่าง"ให้กับทุกคนที่พบคุณ

ด้วยความรัก

บัณฑิต อึ้งรังษี

"คู่มือหมาวัด"

"คู่มือหมาวัด"
วิธีได้ดอกฟ้า และนานาสิ่งดีในชีวิต

ตอนนี้ผมกำลังมันส์กับการเขียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษชื่อ THE UNDERDOG TECHNIQUES: Manual for People Who Weren't Born Rich

คาดว่าจะเป็นหนังสือขายดีทั่วโลก  

ผมเขียนเป็นเวอร์ชั่นไทยมาให้อ่านกันนิดๆ ว่าชอบไหม

==============
SECTION 1: ข้อดีของการเกิดเป็น "หมาวัด"

1. ภูมิใจเมื่อสำเร็จ. คุณจะไม่เคยต้องมานั่งคิดเลยว่า "ถ้าพ่อฉันไม่รวย หรือ มีเส้น ช่วยดัน ฝากฝัง ฯลฯ แล้วฉันจะสำเร็จไหมเนี่ย"

การสำเร็จได้ด้วยตนเอง มันเป็นความภูมิใจชั้นเยี่ยม

2. อุ่นใจกับชีวิต. ในเมื่อคุณรู้ว่า คุณสร้างความสำเร็จได้ด้วยตนเอง คุณก็อุ่นใจว่า ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใหญ่ๆเกิดขึ้น (เช่นไฟไหม้โรงงาน หมดเนื้อหมดตัว) คุณสามารถสร้างความสำเร็จได้อีกครั้ง เพราะคุณรู้ว่า...

ทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดของคุณ คือสมองและประสบการณ์ของคุณเอง
ไม่ใช่มรดก ที่ได้มาโดยไม่ต้องสร้างเอง

3. อุปสรรคใหญ่ ทำให้คุณเก่ง.
อุปสรรคมันบังคับให้เราต้องหาวิธีเอาชนะมัน
แต่มีข้อแม้คือ

คุณต้องดึงบทเรียนจากมันมา

อย่าให้อุปสรรคนั้น มาทำให้คุณเป็นคน "ขมขื่น"กับชีวิต
คือความคิดในแนวสงสารตนเอง เช่น…

"ก็ชั้นไม่ได้เกิดมามีต้นทุนชีวิตเหมือนคนอื่นเขาอ่ะ"
"สภาพแวดล้อมฉัน มันไม่เอื้อ"
"คนอื่นโชคดีกว่าฉันเยอะ"
ฯลฯ

อย่าลืมว่า...
อุปสรรคเล็กๆ ก็มีไว้สำหรับคนเล็กๆ (คนที่เกิดมาก็มีทุกอย่าง และไม่พยายามฝันถึงสิ่งใหญ่กว่า)

อุปสรรคใหญ่ๆ มีไว้สำหรับคนที่พร้อมจะเอาชนะมัน

4. คุณจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น. คุณรู้ไหมว่า หนังที่ popular ในอเมริกาหลายเรื่อง เป็นเรื่องของคนเริ่มด้วยการเสียเปรียบ (เรียกว่า Underdog story) แต่เอาชนะได้

เหตุผลที่หนังนั้น popular ก็เพราะเรื่องราวแบบนั้น ให้แรงบันดาลใจคน

ให้พวกเขามีความหวัง
ให้พวกเขา"จำได้"ว่า ตัวเขาเอง ก็ "มีของ"อยู่ในตัว (คนส่วนใหญ่ลืมไป)
ให้พวกเขา อยากทำอะไรกับชีวิต

ตอนผมไปเริ่มสร้างตัวที่อเมริกา ก็เริ่มแบบ "หมาวัด"
คือ ติดลบ
มันทำให้ผมมองเข้ามาในตัวเอง แล้วหาสิ่งที่ดีจากภายใน

ถ้าภายในผม ยังดีไม่พอ ก็สร้างให้มันดีขึ้น

===============

ครั้งหน้า จะมาพูดต่อ ถึงวิธีที่ "หมาวัด" จะเอาชนะใจ "ดอกฟ้า" และคว้าดวงดาวแห่งชีวิตมาได้ครับ

ด้วยความรัก

บัณฑิต อึ้งรังษี

"ทักษะที่สำคัญที่สุด ถ้าคุณจะตามโลกให้ทัน"

"ทักษะที่สำคัญที่สุด ถ้าคุณจะตามโลกให้ทัน"

การที่โลกเปลี่ยนเร็วขนาดนี้ หลายอาชีพจะล้าสมัยในเวลาอันรวดเร็ว

สถิติคือ...

"80 % ของสิ่งที่คุณเรียนมาในโรงเรียน/มหา'ลัย ก็ล้าสมัยไปเรียบร้อยแล้ว ตอนคุณรับปริญญา

30% ของงานต่างๆ, บริษัท สินค้าหรือบริการต่างๆที่ตอนนี้เห็นทั่วไป -- ไม่เคยมีเมื่อสิบปีที่แล้ว (เช่น งาน IT ต่างๆ)

งานหลายประเภท ก็จะล้าสมัยไป หายไปจากโลก

โดยเฉลี่ย คนทั่วไปต้องเปลี่ยนสายอาชีพ (เน้น เปลี่ยนสายอาขีพ ไม่ใช่เปลี่ยนงานในอาชีพเดียวกัน) "สี่ครั้ง" ในชีวิต เพราะอาชีพที่เขาทำ หรือบริษัทที่ทำงานด้วย อยู่ได้ไม่นาน (ล้าสมัย)"

(ข้อมูลจากหนังสือ วิธีเรียนรู้เร็วของไบรอัน เทรซี่)

ฉะนั้น อย่าแปลกใจ ถ้าคุณเห็นใครถูก lay off แล้วหางานใหม่แบบเดิม ที่ให้เงินเดือนใกล้เคียงแบบเดิมไม่ได้
……………

ถามว่า ถ้าสิ่งที่คุณเรียนมา หรือทำงานอยู่ อาจล้าสมัย
แล้วทักษะอะไร สำคัญที่สุด

คำตอบคือ

ทักษะการเรียนรู้เร็ว !

ยิ่งคุณเรียนรู้เร็วกว่าคนอื่น เปลี่ยนตัวตามโลกได้เร็ว หาความรู้ใหม่ๆเสมอ คุณก็ปรับตัวได้เร็วกว่าคนอื่น

ว่างๆ ผมจะเอาเทคนิคการเรียนรู้เร็วมาแบ่งปัน

เช่น เทคนิคการจำ เทคนิคการอ่านเร็ว เทคนิคการเรียนภาษาเร็ว ฯลฯ

บางอันก็อยู่ในหนังสือ "เก่งภาษา 50 ล้าน" แล้ว

ตอนนี้ กำลังวางแผน "เก่งภาษา 60 ล้าน" อยู่ ซึ่งจะแชร์เทคนิค SUPER-LEARNING ทั้งหมด

ว่างๆจะสรุปมาให้อ่านครับ



บัณฑิต อึ้งรังษี

ตายอย่างตำนาน หรือ ตายอย่างสามัญ

ตายอย่างตำนาน หรือ ตายอย่างสามัญ

วันนี้เป็นวันที่ผมจัดพิธีไว้อาลัยให้พี่สะใภ้ที่ตายกระทันหัน ผมเลยคิดอยากให้กำลังใจทุกท่าน เพราะวันตายมาถึงทุกคน แต่วันตายมันก็เป็นวันที่มีค่า ไม่แพ้วันเกิด (เพียงแต่เราไม่ได้อยู่ฉลองเท่านั้นเอง)
ผมเห็นการตายทุกรูปแบบ เพืื่อนสนิทผมผูกคอตายเพราะผิดหวังกับชีวิต พ่อผมตายก่อนที่ผมจะวิ่งไปทันดูหน้าท่าน แต่พี่ชายต่างมารดาผม ตายพร้อมกับความรักและสายใจผูกพันของทั้งครอบครัว และบางทีผมก็ให้คำปรึกษากับผู้ใหญ่ ที่อยาก “ตาย” อย่างมีคุณค่า แล้วผมก็ให้เกียรติโจทย์แบบนี้ แม้เป็นโจทย์ที่หดหู่มากอยู่ก็ตามที
ผมชอบภาวนากับพระเจ้า ให้คนที่ผมรัก โดยเฉพาะคุณแม่ ได้เห็นใบหน้าลูกๆที่รักท่าน ในวันสุดท้ายของท่าน ผมเช่นกัน ถ้าต้องตาย ก็อยากให้มีใบหน้าคนที่รักอยู่รอบข้าง และไม่มีเรื่องค้างระหว่างเรา ทุกอย่างสงบ ทุกคนพร้อมร่ำลา เหลือไว้คือ ความทรงจำ ว่า เราพยายามรักกันดีที่สุดแล้วบนโลกใบนี้
สำคัญคือ ไม่มีเรื่องค้างระหว่างเรา
ปัจจุบัน เราต่างชอบคุยกันว่า ให้ใช้ชีวิตอย่างตำนาน เพื่อเวลาตาย บนหลุมศพคนจะได้รู้ว่า เราใช้ชีิวิตคุ้ม แต่คุณรู้ไหมครับ ผมว่า คนที่รู้ว่า ชีิวิตที่คุ้มคืออะไร? คือ คนที่เขาพยายามรักคนใกล้ตัวเขาดีที่สุด เพราะวันตาย ไม่มีใครจำอะไร มากไปกว่า ความรักที่เรามีให้กัน
พี่สะใภ้ผมก็เป็นคนที่มีชื่อเสียงในสังคม แต่ท่านก็คงไม่ได้อยากตายอย่างตำนาน แต่อยากตายอย่างคนที่พยายามรักทุกคนได้ดีที่สุด เท่าที่ท่านเข้าใจ ท่านก็ตายแบบสามัญชน แบบมนุษย์ทุกคนต้องตาย
ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อการตายแบบตำนาน ผมอยากตายแบบสามัญ แบบที่ไม่มีเรื่องค้างระหว่างคนในบ้าน ผมรักแม่ผมมาก แม่ก็รักผมมาก เราสองคน อยากตายแบบนั้นแน่ๆ
พระเยซูเองท่านก็ตายที่กางเขนและมีใบหน้าของนางมารีย์และยอห์น ศิษย์รัก อยู่ที่ใต้กางเขน วันที่ท่านฟื้นคืนพระชนม์ ท่านก็มาเยี่ยมกลุ่มคนที่ท่านรักเป็นกลุ่มแรกๆ ท่านยิ่งใหญ่ แต่ท่านห่วงคนที่ท่านรัก และไม่มีเรื่องค้างในวันที่ยิ่งใหญ่ของท่าน ท่านคือตำนาน แต่ท่านเข้าใจ “รัก” ของสามัญชน แม้ท่านมาเพื่อประทานชีวิตนิรันดร์ แต่ท่านก็ไม่ลืม การตาย แบบสามัญชน
ผมมีหนังเรื่องหนึ่งที่ชอบมาก ชื่อ Dead Man Walking ดูครั้งแรก น้ำตาตกด้วยความซาบซึ้งกับข้อคิดจากหนัง เพราะแม่ชีที่เป็นตัวเดินเรื่อง (หนังทำจากเรื่องจริง) ยินดีถูกสังคมประณามว่า เพี้ยน ว่า ประหลาด เพราะเธอเลือกจะเป็นใบหน้าของความรัก ให้กับนักโทษคดีฆ่าข่มขืน เขากลับใจหลังจากได้เห็นใบหน้าแห่งความรักของแม่ชีท่านนี้ และขอโทษทุกชีวิตที่เขาทำร้ายไป เขายินดีรับผลของนักโทษ แต่เขานึกไม่ถึงว่า จะมีใบหน้าของเทวดา มาแสดงความรักให้กับคนอย่างเขา เขานึกว่า เขาต้องตายลำพัง แต่เขาตายอย่างสามัญชน อย่างคนที่มีใบหน้าที่แสดงความรัก ในวินาทีสุดท้ายของชีวิตที่ไม่มีค่าเหลือให้ใครอีกแล้ว นอกจากแม่ชีแปลกหน้าท่านนี้
เขาคงเคยคิดอยากเป็นตำนานด้านมืด แต่เขาเห็นจริงๆว่า ใบหน้าเดียวที่รักเขา และทุกคนลืมเขา ยังดีกว่า คนทั้งโลกรู้จักเขา แต่ไม่มีใบหน้าที่รักเขาเลย ในวันสุดท้ายของชีวิต
เขาเพิ่งรู้ว่า การตายอย่างสามัญ มีค่ากว่า การตายอย่างตำนาน แม้ต้องแลกชื่อเสียงทั้งหมด กับใบหน้าเดียวที่รักและภักดี ก็คุ้ม
คุณหล่ะครับ จะตายอย่างตำนาน หรือ อย่างสามัญ ไม่มีเรื่องค้างระหว่างคนในครอบครัว คุณเลือกได้ ส่วนผม ผมเลือกอย่างหลังแน่นอน
นักโทษคนที่ผมกล่าวถึง เขาไม่รู้จะตอบแทนแม่ชีท่านนี้อย่างไร เพราะไม่มีเงินเหลือ เขาเลยบริจาคโลหิต แล้วซื้อกางเขนให้แม้ชีคล้องคอ แทนคำขอบคุณ และแม่ชีก็ห้อยกางเขน มาดูเขาตาย ในวันที่ทั้งโลก ไม่ให้อภัยเขา แม่ชีพูดกับนักโทษในวันประหารอย่างนี้ว่า
“ฉันทนไม่ได้ ถ้าคุณต้องตายอย่างคนไม่มีใบหน้ารักคุณ ฉันยอมให้สังคมประณาม เพื่อจะเป็นใบหน้าของพระคริสต์ ใบหน้าแห่งความรักใบหน้าเดียว ของคุณ”
Sister Helen Prejean, a Sister of St. Joseph of Medaille

ครับ ผมคงไม่ต้องพูดอะไรมากกว่านี้ ประโยคนี้ มันตอบทุกอย่างของคำถามข้างบน

ขอให้ความรักจงเจริญ

ดร. ต้อง เดอะ ฟิวเตอร์

ไม่มีคำว่า แพ้ สำหรับ คนคิดคมด้วยวินัยความคิด (Power of Mindset)

ไม่มีคำว่า แพ้ สำหรับ คนคิดคมด้วยวินัยความคิด (Power of Mindset)

เมื่อวานผมไปงานองค์กรการกุศลสากล เพื่อไปกล่าวต้อนรับแขกต่างประเทศในฐานะกรรมการมูลนิธิ ที่ทำงานเพื่อช่วยชุมชนยากจนทั่วโลกในการพึ่งพาตัวเอง และได้พบความจริงว่า หลายขุมชนที่ยากจน จนไม่เหลืออะไร กลับผงาดขึ้นมาได้ ไม่ใช่เพราะความช่วยเหลือจากข้างนอกก่อน แต่เพราะพวกเขาเริ่มคิดเอง คิดรอบคอบ คิดคม เข้าใจแก่นสารของความเป็นชุมชน ทรัพยากรที่มี และภาพสำเร็จของสิ่งที่ควรเกิดกับชุมชนเขา และคิดเป็นขั้นตอนว่า เขาจะลุกขึ้นมาจาก ความพ่ายแพ้ สงสารตัวเองอย่างไร?

พวกเขาหยุดสงสารตัวเอง หยุดคิดทำลายศัตรู หยุดว่าคนอื่น ตัดความคิดที่ไม่ใช่ ไร้สาระออกไป แล้วดูชุดความคิดที่เหมาะ ที่ใช่ เพื่อผงาดขึ้นอีกครั้ง

คนคิดคมด้วยวินัยความคิด ไม่เคยแพ้อะไรจริงๆ แต่เขาต้องชนะสิ่งที่ยากที่สุดก่อน คือ ชนะตัวเอง ชนะความรู้สึกพ่ายแพ้ อับยศอดสู (Self-defeat) และรวมถึงต้องชนะ การเริ่มดูถูกสมเพศตัวเอง เวลาเจอกับสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

หลายประเทศที่เจริญในเวลานี้ พวกเขาเริ่มจากความพ่ายแพ้ อับยศอดสู ไม่มีใครช่วยเหลือเขาจริง แต่พวกเขาลุกขึ้นมาจากคราบน้ำตา การถูกดูถูกเหยียดหยามอย่างไร่้ความเป็นธรรม เพื่อจะกลับมาดูแก่นสารของความคิดที่ใช่ เพื่อลุกขึ้นจากซาก จากสภาพพ่ายแพ้ มาสู่ชัยชนะ

เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อิสราเอล อเมริกา (สมัยประเทศเผชิญภาวะ Depression หรือเศรษฐกิจถดถอยสุดๆ) และอีกหลายประเทศ ไม่ใช่ไม่เคยพ่ายแพ้ พวกเขาเคยต้องเผชิญกับสภาพที่เต็มด้วยความอับยศอดสู่และคราบน้ำตา เกาหลีใต้ช่วงปี ๑๙๕๐ เป็นต้นมา สูญเสียชีวิตในสงคราม ไม่ต่ำกว่า ๘๐๐๐๐๐ ชีวิต ประชากร ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศกลายเป็นคนจนไร้ที่อยู๋ฉับพลัน และ คนที่เก่งที่สุดในประเทศหลายพันชีวิต ถูกบังคับให้ไปทำงานเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ เกือบจมดิ่งกับความพ่ายแพ้ ซากหายนะ แต่เพราะมีผู้นำที่คิดคม เข้าใจความคิดที่ใช่สำหรับเวลาหายนะนั้น และเขาพาประเทศออกจาก “ซากหายนะ” สู่ ชัยชนะ ด้วยความคิดคม ซึ่งเป็นความคิดที่สร้าง “วินัย” ให้ประชาชน โดยติดอาวุธทางความคิด ก่อน สร้างประเทศขึ้นมาอีกครั้ง

เลิกคิด เลิกคุยเชิงทำลาย หันมาดูชุดความคิดที่ใช่ ไม่โทษใคร ไม่โทษชะตา แต่รวมเอาชุดความคิดที่ใช่ มาติดอาวุธด้วยวินัย (วินัย คือ ไม่หมกมุ่นกับความคิดที่ไม่ใช่ ให้จมอีก)

และก็ไม่ใช่ว่าพวกเขารอนานมาก แต่พอได้ความคิดที่คม ที่ใช่ เพื่อฟื้น ประเทศก็กลับมาเจริญ ด้วย จีดีพี ที่โตเกือบ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ อย่างน่าประหลาดที่สุด (จากซาก)

จริงๆในโลกนี้ มีมนุษย์สายพันธ์หนึ่ง ฆ่ายังไงก็ไม่ตาย ไม่ใช่เพราะเขามีของ เขามีคนช่วย แต่เพราะเขา คิดคม ถูกทำให้จมอย่างไร ก็กลับมาผงาดได้เหมือนเดิม

การคิดคม คือ การสามารถย้อนดูตัวเองว่า ความคิดอะไรที่ช่วยเรา ความคิดอะไรที่ไม่ช่วยเรา เพิ่มความคิดแรก ตัดความคิดหลัง และลับคมความคิด เพื่อมุ่งให้ทุกกิจกรรมที่ทำ สอดรับกับชุดความคิดที่เราเลือกแล้วว่าใช่ แล้วเอาชนะตัวเอง โดยการไม่กลับไปหมกมุ่นกับความคิดที่ไม่ช่วย ไม่ใช่ แล้วคุณจะรู้ว่า เมื่อคุณมีวินัยความคิดระดับนั้น ใครก็ฆ่าคุณให้ตายไม่ได้ คุณกลายเป็นมนุษย์สายพันธ์ดุ ตายยาก ทำลายยาก และลุกขึ้นมาจากซากได้เป็นหมื่นครั้ง คุณจะเป็นสายพันธ์ที่ไม่กลัวเสี่ยง ไม่กลัวล้มเหลว เพราะคุณเคยลุกขึ้นจากซาก เคยเผชิญความอับยศอดสู่อย่างไม่เป็นธรรม เคยสู้กับชะตามาแล้ว คุณไม่มึนแล้ว คุณมีของ คุณมีสิ่งศักดิ์สิทธ์ แต่สิ่งศักดิ์สิทธ์ินั้นก็คือ ความคิดที่ติดอาวุธ เป็นชุดความคิดที่คุณเลือก เพื่อให้ชีวิตคุณมีพลัง กลับมาผงาดอีกครั้ง แม้คุณไม่เหลืออะไร (รวมถึงเวลาที่คุณรู้สึกไม่เหลือใครด้วย)

ผมมีตัวอย่างทั้งระดับประเทศ หรือ แม้แต่คน อีกเป็นล้าน ที่เขาผงาดเพราะความคิด แม้ไม่เหลืออะไร และก็ไม่เหลือใครด้วย แต่พวกเขาล้มร้อยครั้ง ลุกร้อยครั้ง เพราะอาวุธทางความคิดนั้น

ครับ แค่นี้จริงๆ ชีวิตคน

งั้นวันนี้ ผมขอให้ทุกคนที่ติดอาวุธทางความคิด จนกลายเป็นมนุษย์สายพันธ์ดุ ตายยาก จงเจริญก็แล้วกัน

ดร. ต้อง เดอะ ฟิวเตอร์

จริงหรือ คู่รัก กับ เพื่อนสนิท คือ ของสองสิ่ง?

จริงหรือ คู่รัก กับ เพื่อนสนิท คือ ของสองสิ่ง?

ผู้ชายหลายคนมักชอบแยกว่า “เพื่อนคือเพื่อน แฟน (เมีย) ก็ แฟน (เมีย)” เพราะนิสัยผู้ชาย ที่ชอบทำกิจกรรมเช่นการออกกำลังกาย ที่ค่อนข้างหนัก ใช้แรง เพื่อให้ได้เหงื่อ หรือไม่ก็สังสรรค์ ดื่ม คุยเรื่องโจ๊ก (แบบที่ผู้หญิงไม่อยากฟัง เพราะไม่แนว) หรือคุยผลบอลได้เป็นชั่วโมงๆ ทำให้ไม่อยากพกแฟนไปเพราะกลัวแฟนเครียด ชวนกลับ (แต่จำใจต้องพาไป เพื่อโชว์ว่า แคร์)

แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ พอเป็นเรื่องกิจกรรมยามว่างที่ต้องทำร่วม จะกีฬา หรือ การไปร่วมนั่งกับวงสังสรรค์ ก๊วนดื่มของแฟนหนุ่ม อาจยังแคร์เรื่องสถานที่ โสตประสาท กลิ่นตัว ความสะดวก และ ความลงตัวของกิจกรรมที่อยากจะทำร่วมกับแฟน ทำให้บางที ก็ไปร่วมด้วยลำบาก (แต่ขอไปเพื่อเช็คว่าเพื่อนหรือฉันสำคัญกว่า) ตอนจีบกัน ทุกอย่างมันก็โอเค แต่พอจีบได้ไปนานๆ ผู้ชายจะเริ่มมองความไม่ลงตัวเหล่านี้มากขึ้น จนอาจถึงมองแฟนว่า “เรื่องมาก” ได้

และผู้หญิงก็อาจเริ่มมองว่า “เรื่องอย่างว่า” (sex) เธอค่อยเข้าหาฉัน แต่เรื่องประจำวัน เธอเริ่มหาคนอื่น และอาจเร่ิมใช้ เรื่องอย่างว่า ต่อรองกับชายหนุ่ม ว่าฉันไม่ใช่ เซเว่นอีเลเว่น หรือ ฮิตาชินะ ที่เปิดปุ๊ป ติดปั๊ป
หรือกรณีจะไปร่วมวงสนทนากับก๊วนแฟนหนุ่ม ซึ่งหลายกรณีก็มีเหล้า มีการคุยกันเรื่องงานบ้าง ผลบอลบ้าง และประเด็นคุยก็ทำใหญ่ฝ่ายหญิงบางทีได้แต่นั่งสวยๆ อยู่ข้างๆ และรอว่า เมื่อไหร่ จะกลับบ้าน ไปทำอะไรกันน่ารักๆสองต่อสอง (ซึี่งผู้ชายเริ่มต้องการแบบนั้นน้อยลง เพราะไม่ตื่นเต้นเหมือนตอนแรก และเร่ิมกลับมาอยากหาเพื่อนมากขึ้น)

ผู้ชายส่วนใหญ่ ผมบอกได้เลยว่า ใช้เวลาสองต่อสองไม่ถนัด ยิ่งถ้าการแคร์ เริ่มหมายถึง การคุยกันทุกเรื่อง เหมือนเพื่อนหญิงสองคน ยิ่งอาจสยองได้ เพราะไม่เคยทำแม้แต่กับแม่ของตัวเอง (อาจเริ่มหาเรื่องว่าไม่ว่าง และก็เร่ิมมีข้ออ้าง หนึ่ง สอง สาม สี่ อะไรก็ว่าไป)

ผู้หญิงก็อาจงงว่า แรกๆทำไมยอมเป็นเพื่อนหญิง ตอนนี้ที่เธอไม่อยากคุยกันสองต่อสอง เพราะมีเพื่อนหญิงใหม่ ใช่หรือไม่? ตอบมาเดี๋ยวนี้ (อ้าว... ผู่้ชายเริ่มงงด้วยคน)

ผมเห็นวัฏจักรนี้ แทบทุกคู่ เลยอยากบอกทั้งสองฝ่ายนิสนึง (นะ)

เพราะผมได้ดูสิ่งที่เกิดซ้ำๆ ของประสบการณ์ชีวิตคู่จริงหลายๆคู่ การทำกิจกรรมร่วมกันได้ ทำให้ผู้ชายรู้สึกดีอย่างมาก เพราะก่อนแต่ง ผู้หญิงได้ใจผู้ชายที่หน้าตา (แล้วจึงมาบุคลิกนิสัย) หรือ Visual Beauty ที่มักต้องมาก่อน แต่ผู้หญิงมักจะค่อยๆชอบฝ่ายชาย แน่นอนต้องมีเรื่องหน้าตาด้วย แต่ที่โดนจริงๆ คือ ผู้ชายแคร์ (สมำ่เสมอ)

ทีนี้ความรักที่เริ่มไม่ลงตัว ก็เกิด เพราะผู้ชายเริ่มเบื่อความไม่ลงตัว ปรับตัวยากขึ้นกับฝ่ายหญิง เอาตั้งแต่การใช้เวลาว่างสองต่อสอง ไปจนถึงกิจกรรมร่วม และอาจพาลไปถึงเรื่องอื่นๆตามมาอีก

ส่วนผู้หญิงเริ่มสังเกตว่า เขาแคร์น้อยลง (ทั้งที่เรายังยอมไปนั่งเป็นเพื่อนกับก๊วนเขา แต่เขาเริ่มไม่ยอมกลับตามเวลาที่ตกลง)

ความจริงที่มักเห็นคือ ท้ายสุด ผู้หญิงมักมีก๊วนทำกิจกรรมร่วม และผุ้ชายก็มีก๊วนทำกิจกรรมร่วม และเขาสองคนหลังจีบกันได้แล้ว ก็ไม่เหลืออะไรทำร่วมกันได้อีก พอผู้หญิงเบื่อที่ฝ่ายชายไม่แคร์เหมือนเดิม ก็เริ่มมีวิธีทำให้รู้สึก แต่วิธีที่ใช้ ยิ่งทำให้ตึงมึนกันมากขึ้นไปอีก

ต่อไปอะไรที่เคยคุยกันได้ กลับคุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะต่างฝ่ายต่างมองว่า อีกฝ่ายไม่ร่วมมือ

ผมจึงแนะนำว่า เป็นแฟนกัน ต้องเป็นเพื่อนสนิทกันได้ด้วย ฝ่ายหญิงต้องเรียนรู้ว่า โลกผู้ชาย ยังเป็นโลกของแรงกาย ถ้าร่วมกิจกรรมกีฬาหรือ กิจกรรมที่ใช้เหงื่อที่สนุกด้วยกันได้ จะสองคน เป็นกลุ่ม ให้รีบหา เพราะความรัก หวานแหวว แบบโค้งแรงของความสัมพันธ์ อาจเริ่มไม่พอเยียวยาโค้งสอง โค้งสาม

คิดดูเวลาเรามีลูก ถ้าเราไม่อยากทำกิจกรรมด้วยกัน เพราะต่างมีก๊วนของตัว ลูกเราจะได้ไปทำอะไรกับเราเป็นครอบครัวได้แล้วสนุกด้วยหรือ?

ทิ้งนิสัยเคยชินบางด้าน เติมบางด้าน เพื่อให้เราเป็นทั้งแฟนและเพื่อนสนิท ที่ทำกิจกรรมสนุกร่วมกันแล้วสนุกร่วมกันได้จริง

ไม่งั้น “รักคงยังไม่พอ”

ขอให้นักรัก ที่เป็นทั้งแฟนและเพื่อนสนิท ยอมทิ้งนิสัยเคยชินบางด้านเพื่อหากิจกรรมร่วมด้วยกันจนเจอ ว่าสนุกทั้งสองคน จนถึงวันมีครอบครัว และยังสนุกร่วมกันเป็นครอบครัวได้ จงเจริญ

ดร ต้อง เดอะ ฟิวเตอร์

สาวแสนสวย มีโปรไฟล์ นิสัยดี - ขอเรียกว่า ส.ป.น นะครับ

สาวแสนสวย มีโปรไฟล์ นิสัยดี - ขอเรียกว่า ส.ป.น นะครับ
(มาแว๊ววววว)

รอนานหล่ะซิ อิอิ

สาวแสนสวย มีโปรไฟล์ และนิสัยดี มีให้เห็นอยู่บ้าง ให้หิวใจเล่น และหนุ่มๆส่วนใหญ่ไม่กล้าลงสนามนี้ เพราะต้องวัดกันที่ความสุขุม ทน เนียนสนิท และ ต้องลงเล่นได้ยาวววววว มว๊ากกกกก

ส่วนใหญ่จะแพ้ใจตัวเองก่อน ลงสนามด้วยซ้ำ พอเจอคู่แข่งเกินพิกัดตัวเอง ชายอกสามศอกส่วนใหญ่ ก็บ๊ายบาย เนื่องจากเห็นว่า สนามนี้ เล่นนาน เผลอๆไม่ได้ลุ้นอีก ไม่มีเสียว แพ้แล้วแพ้เลย

แต่ทว่า ผมเห็นความเมตตาของฟ้า เพราะดูจริงๆ ผู้ชายที่จั่วจนได้ มักคาดไม่ถึง ว่าบุญจะหล่นทับดัง “ตู้ม!” วันแต่ง เพื่อนๆพากันค่อนขอด ว่า “เมิง ยังไงวะเนี่ย จิงดิ (อิจฉาอ่ะ)”

เพราะผู้หญิงแนวนี้ จะเลือกผู้ชาย safe (ปลอดภัย) ยิ่งสู้ชีวิตมา หรือ รับผิดชอบชีวิตคนอื่นได้ ยิ่งมีภาษี คนมี “กลิ่น” ว่าเจ้าชู้ จึงต้องสร้างโปรไฟล์ชัดๆเลยก่อนลงสนาม ว่า “ถอนเขี้ยว” หมดแล้ว ตอนนี้ถูกสังคมเข้าใจผิด รอโอกาสให้คนเห็นว่า ตน รับผิดชอบ แมน และพร้อมลงสนามยาวววววว ในฐานะ คนจริงใจ จริงจัง รักนาน หวังอยู่กันจนแก่ ผู้หญิงแนวนี้ ถ้าซื้อ จะให้โอกาส เพราะนิสัยผู้ใหญ่ และเชื่่อในอุดมการณ์คนมุ่งทำสิ่งดี มุ่งรับผิดชอบครอบครัว

แต่ถ้ามี “กลิ่น” เดิมเมื่อไหร่ สาวเจ้า จะเช็คบิลลา ไวมาก (นอกจากเข้าทางพ่อแม่ แล้วพ่อแม่คุยให้) หรือไม่ หนุ่มเจ้าชู้ ก็ต้องทำให้เห็นว่า ตัวตนจริง เป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่อย่างที่คนเห็น แล้วขอโอกาสครั้งสุดท้าย ถ้าเธอเห็นคุณว่า ผู้ใหญ่จริง อาจยอม (แต่คงกลัว)

เอาหล่ะ ไม่ใช่ทุกรายไป แต่จากตำรา บวกประสบการณ์ไทยๆ ผมคิดว่า คนที่จั่วหญิง ส.ป.น. จนได้ จะมีลักษณะต่อไปนี้ กล่าวคือ

หนึ่ง บังเอิญเจอ บังเอิญเจอประจำ และ เจอจนคุ้นตา เหมือนของที่เริ่มขาดไม่ได้ และโครต Safe

คือ คุณต้องทำเนียนสุดๆ อาศัยความบังเอิญว่าเจอ จนเธอคิดว่า อะไร ช่างรสนิยมเดียวกัน ชอบสิ่งเดียวกัน และ คุณก็ต้องโครตเนียน เพราะถ้าเธอรู้่ว่า คุณจัดฉาก เธอจะเป็นกระต่ายตื่นตูม และรู้สึกไม่ safe กะคุณทันที เช่น ถ้าเธอชอบไปงานกุศลแบบนี้ ดูแลสัตว์ที่นี้ ไปเรียนสิ่งนี้ ไปออกกำลังกายที่นี้ ไปร่วมกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่นี้ คุณก็ดันชอบ และเจอเธอในสภาพที่ต้องทำกิจกรรมด้วยกันยาวๆ คุณทำตัวปกติ สนใจเธอแบบแค่อยากคุยด้วย (ห้ามอิน) แล้วคุณก็รู้สึกอุ่นใจเมื่อคุยกับเธอ (แต่ห้ามแสดงตัวมาก เธอกลัวเหมือนกระต่ายน้อย) คุณต้องทำตัวเหมือนว่า คุณคือคนคุ้นเคย คุณกับเธอเหมือนคนสายพันธุ์เดียวกัน

นอกจากนั้น คุณต้องวางเฉย เฉิ่มๆได้ยิ่งดี แต่แสดงตัวค่อนข้างเป็นผู้นำ พร้อมช่วยคนรอบข้าง (แสดงแมน) แต่สำหรับเธอ คุณแค่ประมาณ อยากใช้เวลาด้วย (เนียนโครต) และทำเป็นเหมือนว่า เวลากับเธอ มันแค่เหมือนเพื่อนรู้ใจ ร่วมทำอะไรดีๆ ร่วมรู้สึกดีๆ และต้องมีระยะห่างเหินด้วย ห้ามใกล้เกินเพราะเธอต้องรู้สึกโครต safe กับคุณ และคุณต้องโครตเจียมตัว และ ต้องไปให้เจอจนคุ้นสายตา (จนเธอเริ่มมองหาคุณเวลาคุณหายไป ซึ่งคิดว่า คงต้องนานพอควร และเธอยังไม่ชอบคุณหรอก แค่ขาดเพื่อนคุยสนุกๆ) สำคัญคือ กรุณาคุยให้สนุกด้วย ถ้าคุณแสดงตัวว่าชอบ หรือ “ขึ้น” เกินเมื่อไหร่ จบข่าว “กลิ่นออก” เธอจะกลัวคุณจีบ และทำตัวไม่ถูก จนบอกว่า “ไม่สบายตัวแระ”

สอง เริ่มถามทุกข์สุข
ตอนนี้ คุณกับเธอเข้าข่าย เพื่อนสาว เธอจะเร่ิมคุยเรื่องส่วนตัวมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันจะแสดงตัวว่าเกรงใจคุณโครตๆ ถึงจุดนี้ เธอจะเริ่มให้คุณเข้าใจตัวตน อุดมการณ์ชีวิต กิจกรรมที่ชอบ และเริ่มแนะนำคุณในสิ่งดีๆ เหมือนจะขอบคุณ ที่ได้รู้จักคุณในฐานะเพื่อน เธอจะให้คุณรู้ว่า ขอบเขตความสัมพันธ์ตอนนี้ คุณสามารถถามเธอได้มากขึ้นกว่าเก่า และจะเริ่มเห็นว่า เธอเกรงใจคุณ เมื่อชายคนอื่นพยายามเข้ามาตีเนียน คุณสามารถทำตัวว่าสนิทกว่าได้ โดยทำเป็นดูนาฬิกา เหมือนอยากปกป้องเวลาเธอจากผู้ชายไม่จริงใจ (เริ่มตัดคะแนนคู่แข่ง) แต่คุณต้องห้ามมีอาการหวง แค่ห่วงเวลาดีๆที่เธอไม่ควรเกรงใจคนอื่นเกินไป เหมือนมีหน้าที่เป็นพี่ชายคอยปกป้องสิทธิน้องสาว (อะไรประมาณนั้น เฮ้อ)

เธอจะเริ่มเชื่อคุณ (ต้องเป็นพี่ชายจริงๆนะ) ถ้าคุณมองผู้ชายคนไหนว่าไม่ safe เธอก็จะเห็นว่าไม่ safe เพราะเธอคิดว่า คุณหวังดี คุณเป็นผู้ชายที่จากเพื่อนได้เป็นพี่ด้วย ย่อมรู้จักสายพันธ์เดียวกันมากกว่า เธอก็จะไว้ใจ ช่วงนี้ ต้องขยับจากเพื่อนสนุก มาเป็นพี่ชายนิดๆ ทำตัวใหญ่ขึ้น เธอจะอุ่นใจ แล้วจะเกรงใจคุณอย่างประหลาด แต่ถ้าคุณแสดงตัวว่าหวง หึง ก็จบข่าวอีก เธอกลับมารู้สึกไม่ safe เหมือนเดิม (ที่ทำไปตอนแรกทั้งหมด โมฆะ ต้องกลับไปเริ่มใหม่อีก)

สาม เธอเริ่มอยากให้คุณรู้จักคนสนิท ครอบครัว

ว๊าววววว ตอนนี้ คุณถือตั๋วเครื่องบินแล้ว หลังจากที่ต้องแหงน... มองเครื่องบินอยู่นาน แต่อย่ากร่างนะ เพราะช่วงนี้แหล่ะ ที่เธอจะวัดดวงคุณ เพราะถ้าพ่อแม่เธอไม่ชอบคุณ ก็จบข่าวอีก เนื่องจาก ผู้หญิง ส.ป.น. จะกตัญญู โครตๆ และ สามารถคิดว่าตัวเอง อยู่ได้โดยไร้สามี เนื่องจากมักมีพ่อแม่พี่น้อง ที่ตัวเองรัก และเป็นความอบอุ่นอย่างที่คนนอก ไม่ต้องมีก็ยังได้ ผู้หญิง ส.ป.น. มักจะเป็นพี่คนโต เสียสละรักได้เพื่อให้พ่อแม่ น้อง ฯ มีวิธีคลายเหงาโดยพึิ่งครอบครัว หรือหากิจกรรมดีๆกับเพื่อนทำ (และเพื่อนมักติดเธอด้วย) อ้อ อีกอย่าง ถ้าใครในบ้านต้องการเธอ คุณต้องให้พวกเขาก่อนเลย ถ้าคุณทำตัวเป็นเจ้าของมาก ก็จบข่าวอีก (เฮ้อ)

สี่ เธอรอคุณ เร่ิมก่อน
อย่าหวังว่า ผู้หญิง สปน จะให้ hint (ทาง) คุณ ไม่มีครับ คุณต้องแสดง แมน ชัดๆ แต่ต้องเป็นจุดที่ความสัมพันธ์มาถึงจุดที่คุณ ยึด หนึ่ง สอง สามได้แล้ว คราวนี้ คุณก็แค่ เริ่มชัดกับเธอ แบบไม่กดดัน กล่าวคือ บอกเธอว่า คุณคือ คนนั้น (จัดไป) และคุณเข้ากับครอบครัวเธอได้ เหมือนต่อยอดเข้าไปแล้ว ไม่มีแรงกระเพื่อม ลงตัวสุดๆ และคำว่า “รับผิดชอบได้ทุกอย่าง” จะเป็น key card หรือ คำศักดิ์สิทธิ์ที่โดนใจ เพราะ เธอต้องการผู้นำแข็งแรงแบบพ่อหรือแม่เธอ และแบบเธอด้วย (เพราะเธอมักได้รับความไว้วางใจจากครอบครัวให้เป็นเสาหลักอีกคนหนึ่ง)

มาถึงตอนนี้ คุณก็เข้าใจแล้วซิ ว่าหนุ่มเจ้าชู้ จะได้สาว ส.ป.น. ยาก เพราะน้อยราย จะลดอีโก้ได้นานพอ เพราะคงอยากแสดงความเป็นเจ้าของตั้งแต่ นับหนึ่งแล้ว (ยิ่งสวย ยิ่งอยากจองก่อน) หรือไม่ก็ “กลิ่น” มาตอนกำลังเร่ิมได้ไม่นาน

ผู้ชายที่ได้ผู้หญิง ส.ป.น. จะเป็นพวกสามารถลากยาวได้ คือ ได้สาวเจ้าแบบ มึนๆ เพราะไม่คิดฝัน คือ เริ่มจากกิจกรรมทำด้วยกันยาวๆ แล้วไปตาม step ที่บอก จนวันหนึ่ง อ้าว เราเข้าวินหรือนี่? ตายแระ เพื่อนอิจฉาชัวร์

และมักจะอยู่กินกันจนเฒ่า เพราะทั้งคู่นิสัยชอบ ทำอะไรด้วยกัน เลยอยู่กันยาวเรย

เราก็เห็นกันอยู่ในสังคม ว่ามีคู่ไหนบ้าง ที่ผู้ชายได้ผู้หญิง ส.ป.น. อิอิ เชื่อเหอะ ส่วนใหญ่ ก็ step แบบที่บอกทั้งนั้น

เอาเป็นว่า ไม่มีสถิติ แต่ดูหลายๆคู่ จะเห็นว่า ดร. ไม่ค่อยพลาด

จึงขอให้ ผู้ชายลากยาว ได้สาวสวย ส.ป.น. สมใจ และเจริญทุกคน (แต่ต้องดีจริงๆนะ ไม่สนับสนุนคนหลอกสาว)

ดร. ต้อง เดอะ ฟิวเตอร์ (เตรียมโดนผู้ชายเถียง ชัวร์........ ฮา)

แกะปมปริศนา “เตียงหัก” (ภาค หนึ่ง) xoxo (ต่ำกว่า 18 อย่าเพิ่งอ่าน)

แกะปมปริศนา “เตียงหัก” (ภาค หนึ่ง) xoxo (ต่ำกว่า 18 อย่าเพิ่งอ่าน)

ขอออกตัวก่อนนะครับ ว่าผม ไม่ใช่พวกมีจริยธรรมสูงส่งมากมายอะไร เป็นมนุษย์ปุถุชนที่แคร์คนอื่นธรรมดาๆ เชื่อในความรัก ความหวังดีต่อกัน แต่ไม่ได้ดีกว่าใคร (ผมก็พลาดเยอะ) ไม่มองใครว่าแย่ เพราะบางเรื่อง ผมก็แย่กว่าคนอื่น แต่แค่ชอบแกะปม (ยิ้ม)

และมีปมนี้แหล่ะ ที่ไม่ค่อยมีใครกล้าแกะ เพราะพูดแล้ว ร้อน (ทำคนเข้าใจผมผิดได้เลยว่า ชอบคุยเรื่องนี้เหรอ? ไม่มีจริยธรรมเลย ว้า)

เพราะหลังๆ มานี้ ผมได้เจอผู้ชายหลายท่าน หลอกถามผมเรื่อง บนเตียง ว่า “ทำมาย ภรรยาไม่เต็มใจ เวลาขอทำการบ้าน หรือเขานอกใจผมอ่ะ แต่ก่อนไม่เห็นเป็นเรย? (หน้าตาบูดๆหน่อย) รู้มั้ย (บอกระยะเวลาที่ภรรยาไม่ยอมทำการบ้าน) ไม่มีอะไรกันเลย ดร.คิดดู ใครจะไหว เฮ้อออออ” บางคนก็พูดต่อว่า “ผมเลยต้องไปหาเศษหาเลยข้างนอก ไม่งั้นกลัวนอกใจภรรยา ดร. เข้าใจผมนะครับ มันดีกว่าไปมีเมียน้อย ของงี้ มันทนนานๆยากครับ (แล้วก็จุ๊ จุ๊ อย่าบอกใครนะครับ ปรึกษาลับสุดๆ)”

จริงๆ เท่าที่รู้ ผู้ชายหลายคน ก็ไม่อยากไปแนวนั้นนะครับ แต่พอเร่ิม อึ่มมมมม คราวนี้ turbo charger เลย เริ่มติดเป็นนิสัย (คุณผู้หญิงแฟนเพจทั้งหลาย อย่าเพิ่งโกรธผมนะ ผมไม่ได้สนับสนุนให้ทำนะครับ แต่ไม่คุยความจริงจะแก้ปมยังไง จิงม๊ะ ขอพูดอะไรตรงๆ ทนฟังอีกนิดครับ นะนะ ทนหน่อยครับ เปิดใจฟัง จะได้รู้ไง อย่าโกรธนะ เฮ้อ)

ปริศนาอันเป็นปม เตียงหัก เพราะ การบ้านไม่มี หรือมีนานมว๊ากกกแล้ว จนลืม ภาคหนึ่ง มันประมาณนี้อ่ะครับ กล่าวคือ

ผู้ชายแทบทุกคนบนโลกใบนี้ ยกเว้นพวก แรงขับเซ็กส์ต่ำๆ จะขับเคลื่อนอารมณ์รักด้วยภาพ และตามด้วยความตื่นเต้นจากการได้สัมผัส ส่วนผู้หญิงนั้น ขับเคลื่อนด้วย “ความรู้สึกต่อกิจกรรมที่ทำ” และตามด้วย การผูกความรู้สึกกับคนที่มีกิจกรรมด้วย ดังนั้น เวลาภาพมา ผู้ชายก็จะอยากขอภรรยา “ทำตามภาพ” ที่ตัวเองอยากเวลานั้น คือ ไม่ค่อยดูตาม้าตาเรือ นึกว่า เครื่องยนต์รุ่นเดียวกัน พอภรรยาไม่อิน แรกๆก็โอเค อาจจะมี ศิลปินเดี่ยวบ้างไรบ้าง (เก็บภาพไปสัมผัสตัวเอง) แต่นานๆเข้า ถ้าไม่เข้าใจกัน มันเริ่มยาก เพราะภาพที่ไร้เสียง ไร้สามมิติ ไม่ดิจิตอล (Manual มานานจนไม่แมน) ทำให้หงุดหงิด ศิลปินเดี๋ยวก็ดูไม่แมนแระ และเร่ิมเอาความอยากไม่อยู่

คราวนี้ อึ่ม เพือนฝูงชวน มีเป๋

ยิ่งถ้าลองเก็บภาพ AV ไว้มากๆ คือ ภรรยาไม่อิน ก็หาภาพอื่นมาตุน ทีนี้ กระสุนตรึม เตรียมหาทางออก เหมือนรถเทอร์โบ ที่ไม่ได้วิ่ง รอถนนเท่านั้นเอง (ผมจึงไม่แนะนำให้เก็บภาพ AV เพราะมันไม่ช่วยบนเตียงหรอกครับ ภรรยาเราก็ภรรยาเรา เอ่อ นะ เทียบกับ AV ภรรยาเขาก็จับได้ว่า เรากำลังมีอะไรกับใครก็ไม่รู้ แค่ยืมร่างกายเขา)

จริงๆ เรื่องเพศ มันก็ต้อง “ไร้รั้ว” เหมือนเรื่องอื่นๆ ต้องคุยกัน ห้ามมโน

ผู้ชายก็ต้องรู้ว่า ผู้หญิงเขา “อัพ” เมื่อเราแคร์เขาก่อน คุยก่อน ให้กำลังใจ เพราะผู้หญิงรู้สึกกับคนที่ทำกิจกรรมด้วย เขาเห็นว่า เรารักเขา (คิดเป็นวงกลม) เขาก็ยินดีทำตามภาพ (แต่ภาพที่ทั้งคู่ชอบนะครับ เหมือนเที่ยวสวนสนุกด้วยกัน ห้ามศิลปินเดี่ยว ภาพกูคนเดียว)

แต่ถ้าคุณจะเอาตามภาพ (คิดเป็นเส้นตรง มองเป้าอย่างเดียว) และไม่แคร์คุยกับภรรยาจนเขาไม่รู้สึกถูกคุณรัก เขาก็ไม่อิน และ “รั้ว” ก็เกิด คือ ผู้หญิงส่วนใหญ่ จะต้องรู้สึกดีกับคุณก่อน ร่างกายจึงอัพตาม

คราวนี้ ถ้าคุณไม่อยากไปแนว “ซื้อหา” เอา คุณต้องคุยกับภรรยาคุณ เพราะไม่งั้น ภาพที่คุณตุนไว้ มันอัพแนวอภิมหาเมกะโปรเจค คุณก็อาจเร่ิมอยากทำตามแนวภาพ AV เหล่านั้น และมันจะทำให้บ้านพัง เพราะ Sex Machine เท่านั้น ที่ทำตามภาพได้ (ไม่ส่งเสริมนะครับ) ในท่ีสุด คุณก็คงต้องมอง การคุย สำคัญ กว่าภาพที่คุณเก็บอยู่ดี

ไม่งั้น เตียงหัก ได้ง่ายๆ เพราะ เครื่องติด คราวนี้ ไปไกล เห็นมาหลายรายแล้ว เร่ิมจากไม่คุยกันที่แหล่ะครับ เฮ้อ

จริงผู้ชายหลายคนครับ ผมว่าคุณอาจคิดว่า ผู้หญิงสนใจเทคนิคเจ๋งๆจากคุณ ที่เรียนมาจากภาพ AV หรือเพราะคุณอ่านเอาจากนิตยสารฝรั่ง (แปลไทย) แต่ผมขอแย้งแบบ “ตีลังกา” เลย เพราะ เท่าที่เห็นในความเป็นจริง ผู้หญิงดีๆ เขารู้สึกกับตัวคุณ มากกว่าเทคนิคคุณ (แต่ไม่ใช่ไม่ปรับเทคนิคเลยนะครับ)

บ้านพัง บางที เพราะ “ภาพ” เยอะเกิน นี่แหล่ะ ลดๆหน่อย จะติดเทอร์โบไปถึงหนายยยย กัน ครัช

ส่วนแฟนเพจผู้ชาย อย่าเพ่ิงโกรธผมนะ เรายังพวกเดียวกันอยู่ แต่ผมขอแกะปมนิดนึง แล้วคุณจะเห็นใจผมที่กล้าเขียน (ยิ้ม)

รักทุกคนจุงเบย พูดจิงๆนะ

ขอให้ความรัก (บวกเพศสัมพันธ์ที่ดี) จงเจริญ

ดร. ต้อง เดอะ ฟิวเตอร์

ฉันจะรักคุณจนวันฉันตาย หรือ ฉันตายทีละนิดตั้งแต่วันแรกที่ตั้งใจรักคุณ

ฉันจะรักคุณจนวันฉันตาย หรือ ฉันตายทีละนิดตั้งแต่วันแรกที่ตั้งใจรักคุณ

คุณไม่สามารถรักใครจนถึงวันคุณตายได้ เพราะคุณได้ตายผ่อนส่งตั้งแต่วันที่คุณเริ่มรักแล้ว เพราะคำว่า “คุณ” ตายทีละนิด เพื่อให้คำว่า “เรา” ลงตัวขึ้น 

นอกวงกลมรัก หรือเวทีชีิวิตคุณเอง คุณไม่ต้องปรับ คุณแค่อธิบายตัวเองดีๆ และชอบการเป็นตัวเองให้มากๆ แต่พอเข้าวงกลมรัก (เวลาด้วยกัน) ต้องปรับสมองให้คิดคำว่า “เรา” มากกว่า “ฉัน”

ผมไม่ได้บอกให้คุณเลิกเป็นตัวของตัวเองนะครับ แต่บอกว่า คำว่า “คุณ” หรือ “I” มันแทบไม่ได้ใช้ในสมการรัก คุณยังเป็นตัวเองและยังใช้ชีิวิตอย่างมั่นใจตัวเองอยู่นอกวงกลมรัก แต่พอเข้าวงกลมเมื่อไหร่? คุณยินดีตายทีละนิด เพื่อสมการใหม่ คือ คำว่า “เรา”

ถ้าคุณอยู่กับใครแล้วไม่อยากปรับอะไร? คุณยังไม่ได้รักเขาครับ คุณแค่ “พักใจ” กับเขา หรือแค่ “สะดวก” อยู่เพราะขี้เกียจปรับตัว มีคนอยู่ข้่างๆก็พอ เพราะอาจยังไม่เจอใคร ที่คุณจะ ตายทีละนิด ได้จริงๆ กล่าวคือ คุณไม่มีแรงส่ง พอ ที่จะปรับตัว เพราะแค่ รู้สึกดีกับเขา ไม่ได้รักอะไรมากมาย เรารักใคร เราอยากปรับ (ธรรมชาติของรัก) ไม่มากก็น้อย

เพราะความพอดี คือ มาตราฐานที่เราตกลงร่วมกัน (ปรับไปเรื่อยๆจนลงตัวขึ้นเรื่อยๆ) ส่วนความดีพอ คือ คุณ (มาตราฐานฉัน ฉันเครียด เมื่อเธอไม่จำ ไม่ทำ และไม่สนมัน)

เหมือนหนังเรื่องหนึ่ง จำชื่อไม่ได้ แต่พระเอกบอกนางเอกว่า “ผมอยากปรับตัวให้เข้ากับคุณขึ้น ทุกครั้งที่อยู่กับคุณ (แสดงว่ารักแล้วหล่ะ) ผมไม่เคยทำอย่างนี้กับใคร”

สมการรัก ลงตัวที่สองคนเสมอ ไม่งั้น คุณยังไม่ได้รัก แค่ชื่นชอบ จีบเพราะเหงา หรือ เศร้าแล้วขอมีใครไปก่อนหา “เรา” เจอเท่านั้น หรือ บางที คุณอาจแค่ “หลง” รักรูป หรือ “หลง” ว่ารักเขา แต่พอตื่นรู้ คุณก็ “อ้าว” ไม่ใช่นี่นา

ถ้าคุณยังรักใครไม่พอจะพูดว่า “เรา” คุณอาจต้องลองเดินข้างๆกันแล้วหาจุดลงตัวของคำว่า “เรา”

รักมีสมการที่เลขสอง ไม่ใช่เลขหนึ่ง

คุณ คือ เลขหนึ่ง

เรา คือ เลขสอง

คุณจึงตายตั้งแต่วันตั้งใจจะรักใครแล้ว เพราะสมการเลขสอง จะบังคับคุณ (แต่คุณยังเป็นตัวคุณได้ นอกวงกลมรัก เมื่อถึง เวลานอกของตัวคุณเอง กับเพื่อน กับใครก็ตาม หรือ กับตัวเอง กับงาน)

ทีนี้ ก็จะมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง กุมขมับ เพราะตัวเอง ปรับ อยู่ฝ่ายเดียว แล้วตกลงไง? เลิกเหรอ?

เอางี้ครับ ถ้าคุณปรับคนเดียว อีกคนเขายังเป็นสมการเลขหนึ่ง เขาอาจแค่อยากหาที่“พักใจ” ชั่วคราวกับคุณเท่านั้น คุณอาจต้องเสียเขาไป วันที่คุณเห็นว่า คุณเท่านั้น ที่ยึดคำว่า “เรา” แต่เขายึดคำว่า “ฉัน”

แต่ถ้าเขาเกิดแพ้ทาง การปรับตัวของคุณ คือ แพ้ความดี แพ้ความรักที่คุณให้ แล้วเริ่มปรับ บิงโก เราเริ่มอยู่ในสมการรักแล้วววววววว เย้

ดังนั้น นักรัก ต้อง มีสองคน เหมือนสมการรัก ที่มี “เรา” เพื่อให้ฉันตายทีละนิด

แต่คุณทั้งสองยังเป็นตัวเองได้ นอกวงกลมรัก เมื่อคุณไปทำสิ่งที่อยู่นอกวงกลม คุณก็ได้เป็นตัวเอง แต่พอกลับมาหา “เรา” คุณก็ยินดีปรับให้ลงตัว ยินดีตายกับการใช้ชีวิตแบบเก่าๆบางด้าน เพื่อ “เรา”

ขอให้ความรักจงเจริญ

ดร.ต้อง เดอะ ฟิลเตอร์

» คุณอนันต์ L&H เผยเคล็ดฝึก 5 นิสัยแห่งความสำเร็จ จาก 5 ห้องภายในบ้าน

» คุณอนันต์ L&H เผยเคล็ดฝึก 5 นิสัยแห่งความสำเร็จ จาก 5 ห้องภายในบ้าน

บันทึกอาหารสมอง...จากงาน This is my future 2013 : พบ 9 สุดยอดคลังสมองประเทศไทย เตรียมคนไทยไปเวทีโลก 

รูปแบบงาน... เป็นการเสวนาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจจาก 9 มืออาชีพ ใน 9 ธุรกิจ

โดยมีผู้บริหารระดับสูงที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจมาแบ่งปันประสบการณ์ เพื่อช่วยกระตุ้นให้เยาวชนได้พัฒนาความรู้...นำหลักแนวคิดมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง พร้อมก้าวเข้าสู่การแข่งขัน หลังเปิดเออีซี ได้อย่างมีศักยภาพมากขึ้น

งานนี้ได้กระแสตอบรับจากผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน

1 ใน 9 โมเดล นั้นคือ...คุณอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของแลนด์แอนด์เฮาส์ ซึ่งมีเวลาพูดสั้น ๆ แค่ 11 นาที แต่ได้เนื้อหาและแรงบันดาลใจยิ่ง...

======


ในขณะที่คนอื่น ๆ บอกว่าต้องเร่งยกระดับการศึกษาของชาติ แต่คุณอนันต์ ตั้งคำถามว่า...

คนที่ประสบความสำเร็จ...จะต้องเรียนเก่ง...จริงหรือไม่ !?

ประเทศไทยเน้นเรื่องการศึกษามากจนลืมเรื่องความสำคัญของการฝึก "นิสัย" ...คนไทยควรจะมีนิสัยอย่างไร จึงจะเจริญก้าวหน้าในชีวิต

"คนที่มีนิสัยดี เหมือนเรามีเครื่องจักรที่ดีในตัว ไม่ว่าไปทำอะไรก็จะดี"

คุณอนันต์ เล่าว่า เกิดมาในครอบครัวยากจน ในบ้านมีคนมากถึง 31 คน ถือเป็นสถานที่สำคัญในการฝึกนิสัยให้กับเขา ...จนทำให้มีวันนี้


• นิสัยที่ดี ฝึกไม่ยาก เริ่มจากที่บ้านใน 5 ห้อง คือ...


1. ห้องนอน :

ฝึกทำใจให้ว่าง ทำสมาธิ ล้างใจให้สะอาด นอนได้เต็มที่ และฝึกตื่นให้เป็นเวลา เก็บที่นอน เปิดหน้าต่างให้เคยชิน

"ถ้าเราเป็นคนไม่ตื่นตามเวลาใช้ปุ่ม Snooze เพื่อที่จะตื่นมากด Snooze อีกที เราจะ
กลายเป็นคนที่ทำงานเสร็จนาทีสุดท้ายเสมอ"

======


2. ห้องน้ำ :

ฝึกการใช้น้ำอย่างประหยัด เกรงใจคนอื่น รักษาเวลา การฝึกล้างห้องน้ำให้เป็น
จะช่วยฝึกให้เราไม่ดูถูกคน เป็นคนไม่เลือกงาน ไม่มีทิฏฐิ

"สมัยเด็ก บ้านผมไม่ได้มีฐานะแต่มีคนถึง 31 คน น้ำก็ต้องใช้ประหยัด เข้าห้องน้ำนานไม่ได้ เพราะคนอื่นก็ต้องใช้เหมือนกัน"

"ผมล้างห้องน้ำมาจนโต ทำให้ทุกงานของผมนั้นห้องน้ำต้องสะอาด อย่างเวลาขึ้นเครื่อง บางทีผมต้องเสียเวลา 15 นาที เช็ดห้องน้ำจนสะอาด"

"คนว่า ผมสร้างห้างมาให้คนเข้าห้องน้ำทั้ง Terminal 21 หรือ Fashion ก็ยอมรับครับ ตอนนี้มีคนมาเข้าห้องน้ำห้างผมวันละเป็นแสน"

======


3. ห้องแต่งตัว :

ฝึกให้รู้จักตัดใจ เสื้อผ้าไม่ใส่ต้องทิ้ง เสียสละให้คนอื่น ใช้สิ่งของต่าง ๆ อย่างพอดีตัว

"ไม่ใช่จะให้ใช้ชีวิตแย่ ๆ แต่เท้าเรามีแค่สองข้าง จะมีรองเท้ามากมายไปทำไม อะไรที่ไม่ได้ใส่นานเกินสองเดือน ควรเอาไปบริจาคเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่"

======


4. ห้องกินข้าว :

ฝึกการทานอาหาร นั่งพร้อมหน้ากัน รู้จักแบ่งปัน ตักข้าวแล้ว ต้องกินให้หมด ดังนั้น ต้องตักให้พอดีตัว และตักให้พ่อแม่หรือคนอื่นก่อน

"ไข่พะโล้ 2 ฟอง นั่งกัน 4 คน เราต้องแบ่งกันคนละครึ่งฟอง
และตัดให้แม่ก่อน จนติดนิสัย...ให้คนอื่นก่อน เช่นเวลาเข้าออกลิฟต์"

======


5. ห้องทำงาน :

ฝึกจัดลำดับความสำคัญ อย่าให้มีอะไรรกบนโต๊ะทำงาน กระดาษ
ที่กองเต็มโต๊ะ บอกนิสัยไม่ตัดสินใจ หรือไม่มั่นคงทางใจ กลัวไม่มีข้อมูล

"เวลาผมเจอใคร กระดาษกองเต็มโต๊ะ ผมคิดเลยว่า...คนนี้ไม่กล้าตัดสินใจ หรือ Insecure กลัวขาดข้อมูล ทั้งที่มันมีในมือถือหมดแล้ว"

"ห้องทำงานผม ไม่มีกระดาษบนโต๊ะ ไม่มีโทรศัพท์ เพราะใช้
มือถือ ไม่มีคอมพ์ เพราะใช้แท็บเล็ต ตอนนี้ มีห้องไว้โชว์ว่า "ว่างเปล่า"

======


5 ห้องนี้ จะช่วยฝึกให้เรา...

- รักษาความสะอาด
- มีระเบียบวินัย
- ตรงต่อเวลา
- สุภาพ
- ฝึกสมาธิให้ใจสะอาด

"คนเรียนเก่งไม่ใช่คนเก่งเสมอไป แต่คนเก่ง มักมีนิสัย สร้างความเจริญก้าวหน้า เรื่องนี้อย่าสอนแต่ในห้องเรียน...ต้องเริ่มจากที่บ้าน"

"ทุกวันนี้ โลกวุ่นวาย ไม่ใช่เพราะคนไม่มีการศึกษา แต่เพราะคนนิสัยไม่ดี และมีการศึกษาเยอะต่างหาก"

======


Credit : กลุ่มจุดตะเกียง