Saturday, July 12, 2014

สรุป Market Wizard

Michael Marcus


  1. Trader ที่ดีจะไม่มีวันปิดสถาณะ ถ้าแนวโน้มยังคงไม่เปลี่ยนแปลง จะไม่หุนหันพลันแล่นไปขายทำกำไร 
  2. การ Trade ที่ดีที่สุดคือการ Trade ที่ประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 3 อย่างคือ พื้นฐาน เทคนิค และจังหวะตลาด

    --จังหวะตลาด เมื่อมีข่าวออกมาตลาดควรจะตอบสนองไปในทิศทางที่ถูกต้อง เช่น ตลาดกระทิงไม่สมควรจะตอบสนองกับข่าวร้าย และตอบสนองอย่างรุนแรงกับข่าวดี
    --พื้นฐานจะบอกว่ามันมีคามไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์ อุปทาน ซึ่งอาจจะสามารถส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคาอย่างชัดเจนขึ้นได้--เทคนิค กราฟต้องแสดงว่าตลาดกำลังเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่พื้นฐานได้ชี้นำไว้
  3. จะออกจากตลาดเมื่อความผันผวนและการเคลื่อนไหวของราคากลายเป็นความบ้าคลั่งอย่างสิ้นเชิง
  4. อย่ายอมให้ตัวเองต้องติดอยู่ในภาวะที่มีโอกาสสูงที่จะเกิดหายนะ
  5. การลงทุนที่แย่ คือการทำทุกอย่งาตามอารมณ์ ไม่วิเคราะห์อะไรเลย
  6. ถ้ารู้สึกไม่มั่นใจกับสถานะ และไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป ให้ออกมาซะ
  7. ถ้าตลาดกลายเป็นทั้งหมดของชีวิตคุณ มันจะเป็นความตื่นเต้นที่ทรมาน ต้องรักษาสมดุลในชีวิตให้ได้ มันจะกลายเป็นเรื่องสนุก
  8. ทุก ๆ การ Trade ที่ล้มเหลวเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังทำบางสิ่งที่ผิดพลาดอยู่ แต่นั่นไม่ใช่ตัวที่จะบอกคุณว่าคุณจะพบกับความล้มเหลว หรือประสบความสำเร็จในท้ายที่สุด
  9. ถ้าคุณไม่อยู่ในการ Trade ที่ได้กำไรให้นานพอ คุณก็จะไม่มีเงินมาจ่ายเมื่อคุณต้องขาดทุน

Bruce Kovner

  1. Trader ที่ โลภเกินไป มักหมดตัวเสมอ
  2. การวิเคราะห์ทางเทคนิค เป็นการตามศึกษาอดีต มันไม่ได้บอกอนาคต
  3. มันไม่ใช่เรื่องกระอักกระอ่วนเลย ที่ราคาอยู่ ๆ ก็เคลื่อนไหวทะลุกรอบเดิม โดยที่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้
  4. เมื่อมีการทะลุกรอบเดิมที่บีบอัดมากด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครเข้าใจ มันมักจะมีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่ดีเสมอ
  5. ยิ่งรูปแบบราคาถูกสังเกตโดยนักเก็งกำไรมากเท่าไร มันก็มีโอกาสที่จะเป็นสัญญาณหลอกมากขึ้นเท่านั้น
  6. บ่อยครั้งที่ขาดทุนในจำนวนสูงมาก แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ยากจะทำใจในการขาดทุน ตราบเท่าที่การขาดทุนนั้นเป็นผลมาจากการเทรดทางเทคนิคที่สมเหตุสมผล
  7. หนึ่งในหน้าที่ของ Trader ที่ดีคือาการจินตนาการถึงภาพเหตุการณ์ในรูปแบบต่าง ๆ หลาย  ๆ แบบ แล้วรอให้หนึ่งในนั้นเกิดขึ้น ลองจินตนาการดูทีละอย่าง แม้มันจะเลี่ยงไม่ได้ว่าส่วนใหญ๋ภาพเหล่านั้นจะปรากฏออกมาว่าผิด
  8. เขาได้สร้างสถาณการณ์ทำหรับทุก ๆ สกุลเงินล่วงหน้าไว้อย่งน้อย 1 สัปดาห์ กำหนดกรอบราคาที่คาดไว้สำหรับทุก ๆ สกุลเงิน และอะไรที่ต้องทำเมื่อราคาทะลุกรอบนั้น การตัดสินใจทั้งหมดถูกวางไว้ล่วงหน้าแล้ว (ยกเว้นเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น นายกลาออก)
  9. ในการที่จะทำเงิน คุณต้องถือสถานะไว้ด้วยความเชื่อมั่น ซึ่งมันยากมากเมื่อคุณกำลังทำตามคนอื่น
  10. ถ้าคุณไม่ทำงานหนัก มันจะมีโอกาสน้อยที่คุณจะเป็น Trader ที่ดีได้
  11. การ Trade ที่จะทำให้หมดตัว เกิดจากการตัดสินใจแบบชั่ววูบ ไม่มีการ Trade ใดอีกแล้วที่จะมีอัตราการล้มเหลวได้มากเท่ากับการ Trade ที่เกิดจากการหุนหันพลันแล่น

Wednesday, July 9, 2014

รวม 30 ประโยคสร้างแรงบันดาลใจ จากหนังสือน่าอ่านหลายเล่ม

รวม 30 ประโยคสร้างแรงบันดาลใจ จากหนังสือน่าอ่านหลายเล่ม9 กรกฎาคม 2557 00:57Rvbookthai  /  admin

4460976042 3daf75b6b6 z รวม 30 ประโยคสร้างแรงบันดาลใจ จากหนังสือน่าอ่านหลายเล่ม

“คนที่ยอมแพ้ไม่เคยชนะ และผู้ชนะไม่เคยยอมแพ้”

“ความสำเร็จไม่ต้องการคำอธิบาย ความล้มเหลวไม่ยอมรับคำแก้ตัว”

จากหนังสือ Think and Grow Rich

“เราทุกคนมีภูเขาเอเวอเรสท์เป็นของตัวเอง และเราเกิดมาในโลกนี้ก็เพื่อจะปีนขึ้นไปบนภูเขาลูกนั้น คุณอาจไปไม่ถึงยอดเขา เรื่องนี้อภัยได้ แต่ถ้าคุณไม่แม้แต่พยายามที่จะปีนไปให้สูงกว่าแนวหิมะแล้วล่ะก็”

จากหนังสือ มองมุมกลับ ลับคมความคิด

“สิ่งเดียวที่คุณควรผัดผ่อนไปทำพรุ่งนี้ ก็คือสิ่งที่ถึงแม้จะไม่ได้ทำ แต่คุณก็ยังตายตาหลับ”

“การพูดไม่ได้ทำให้ข้าวสุก”

จากหนังสือ คิดต้องทำ คันต้องเกา

“แม้เรื่องราวที่เราฝันจะงดงามกว่าความจริง แต่ 1 ก้าวในโลกแห่งความจริง มีค่ามากกว่า 100 ก้าวในความฝัน”

จากหนังสือ ชีวิตไม่ใช้ ไม่ใช่ชีวิต

“โลกนี้มีคนฉลาดที่เรียนไม่เก่งตั้งมากมาย”

จากหนังสือ Rework ยกเครื่องความคิด

“อย่าปล่อยให้ตัวเองมีทางเลือกเดียว เพราะแบบนั้นแถวบ้านผมเรียกว่า ไม่มีทางเลือก”

จากหนังสือ งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า

“จงมีความสุขกับการเปลี่ยนแปลง”

จากหนังสือ ใครเอาเนยแข็งของฉันไป

“คนที่มีความหลงใหลน้อยกว่า มีพรสวรรค์น้อยกว่า ก็สามารถที่จะเอาชนะคุณได้ถ้าเขาทำงานหนักกว่าคุณ”

จากหนังสือ Crush It

“ถ้าคุณเต็มใจจะทำแต่เรื่องง่าย ชีวิตก็จะกลายเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าคุณเต็มใจทำเรื่องยาก ชีวิตก็จะกลายเป็นเรื่องง่าย”

จากหนังสือ ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน

“ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่จะเป็นคนคิดเล็ก”

“ลบคำว่าเป็นไปไม่ได้ ออกจากความคิดและคำพูดของคุณ”

จากหนังสือ คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก

“โรงเรียนไม่เคยสอนวิชาการเงิน โรงเรียนสอนแต่วิชาการและวิชาชีพ เราจึงเห็นทนายหรือนักบัญชีเก่งๆฉลาด มีปัญหาการเงินอยู่เสมอ”

“คนจนและคนชั้นกลางทำงานเพื่อเงิน แต่คนรวยใช้เงินทำงาน”

จากหนังสือ พ่อรวยสอนลูก

“เมื่อผมถามว่า ‘คุณทำแฮมเบอร์เกอร์อร่อยกว่าแม็คโดนัลด์ไหม’ คนส่วนใหญ่จะตอบว่า ‘แน่นอน’ ผมจะถามต่อไปว่า ‘แล้วคุณสร้างกิจการที่ดีกว่าแม็คโดนัลด์ได้ไหม’ หลังจากนั้นหลายๆคนจะเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อในทันที”

“ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ คนที่ไม่เคยประสบความสำเร็จคือคนที่ไม่เคยล้มเหลว”

จากหนังสือ พ่อรวยสอนลูก เงินสี่ด้าน

“อย่าให้ ‘เมื่อวานนี้’ ทำให้เสียเวลาของ ‘วันนี้’ เป็นคำสอนของ ‘อินเดียแดง’ เหมือนจะบอกว่า ‘อดีต’ คือสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว ‘แค่จดจำ’ แต่อย่านำมาทำร้ายตัวเองในวันนี้ ชีวิตต้องดำเนินต่อไป”

“เจองานใหม่อย่าท้อ อย่าคิดว่าทำไม่ได้ ทุกงานต้องมีครั้งแรก ต้องคิดแบบนักประวัติศาสตร์ย้อนอดีตกลับไป งานที่เราเคยคิดว่าทำไม่ได้ เราก็ทำได้มาแล้ว งานใหม่นี้เราก็ต้องทำได้”

จากหนังสือ ความเชื่อคือเข็มทิศ ชีวิตเป็นของเรา

“เมื่อคุณต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก คนส่วนใหญ่จะล้มเลิก แต่ผมไม่ตำหนิพวกเขาหรอก เพราะคุณไม่มีทางรู้ว่ากว่าจะสำเร็จมันเอาชีวิตพวกเขาไปมากแค่ไหน”

“ได้ข่าวมาว่านายยอดมาก แต่ทุกอย่างที่นายทำมามีแต่ขยะทั้งนั้น มาทำงานด้วยกันดีกว่า” ประโยคที่ สตีฟ จอบส์ พูดหว่านล้อมเพื่อจ้างยอดฝีมือมาจากคู่แข่ง

จากหนังสือ The Steve Jobs Way (หนังสือเล่มนี้อ่านได้แรงบันดาลใจมากๆ)

“ไม่มีทางที่คุณจะได้ผลลัพธ์ความสำเร็จที่ดีกว่าเดิม หากยังคงทำทุกอย่างซ้ำรอยเดิม”

จากหนังสือ วิถีไม่ตัน

“ผู้บริหารระดับสูงที่มีชื่อเสียงมักจะพูดถึงแต่ความสำเร็จ พวกเขาไม่บอกความจริงเกี่ยวกับความเจ็บปวดอันทารุณที่เขาเคยพบเจอมากหรอกนะ”

“พวกเราส่วนใหญ่กังวลกับการได้รับความรัก มากกว่าการได้เป็นอะไรที่เรารัก”

จากหนังสือ Success Built to Last

“ถ้าคุณกลัวก้าวแรก คุณจะไม่มีทางหลุดจากกรอบเดิมๆ และไม่มีทางประสบความสำเร็จในชีวิตแน่นอน”

จากหนังสือ สำเร็จได้อีก

“อย่าปล่อยความฝันของคุณทิ้งไว้โดยไม่มีใครดูแล”

จากหนังสือ ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน

“ความมั่งคั่งร่ำรวยไม่เคยอยู่ห่างไกล แต่มันจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากคุณมโนภาพไว้แต่ความยากจน”

จากหนังสือ เศรษฐีสอนรวย

“คนที่อยากรวยเร็ว มักซวยด้วยเหตุผลต่างๆนานา แล้วรวยช้าในที่สุด แต่คนที่มีความเข้าใจ เขาจะไปเรื่อยๆแต่กลับรวยเร็วกว่า”

จากหนังสือ ออมในหุ้น

“คำว่า ‘แรงกดดัน’ หมายความว่าเมื่อมีแรง ‘กด’ ให้เราต่ำลง เราจะไม่ยอมแพ้แต่จะต่อสู้ด้วยการ ‘ดัน’ ตัวเองให้สูงขึ้น”

“การย่อตัวลงมีสองความหมายคือ กำลังจะล้มลง หรือ กำลังจะกระโดดขึ้นอีกครั้ง”

จากหนังสือ ความรู้สึกคือเหตุผลอย่างหนึ่ง


Credit RVBookThai

Sunday, July 6, 2014

การตั้งเป้าหมาย

ช่วงนี้ผมได้คุยกับเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วหลายคน เมื่อถามถึงเป้าหมายในชีวิตทุกคนมีเป้าหมายที่ต่างกันไปรายละเอียด แต่ที่เหมือนกันเกือบทุกคนคือเป้าหมายนั่นใหญ่และมีการบันทึกเอาไว้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เหมือนกับจะเป็นเครื่องเตือนใจตัวเอง

ท่านที่มีโอกาสอ่านหนังสือพวก self improvement บ่อยๆคงพอจะนึกออกว่าเกือบทุกเล่มจะแนะนำให้มีการเขียนเป้าหมายของตัวเองไว้ แต่หลายท่านอาจจะเหมือนผมสมัยก่อนคือ เป้าหมายนี่มันเขียนยังไงและเขียนไปทำไม (ว่ะ) ใช้จำๆเอาไม่ได้เหรอ คำตอบคือไม่ได้ครับ ยังไงก็ควรมีการบันทึกให้เป็นเรื่องเป็นราว อาจจะไม่ใช้การเขียนก็ได้

ผมเคยเห็นคนที่มีเป้าหมายเป็นการสร้างบ้านให้พ่อแม่ เอาเลโก้มาต่อแบบบ้านแล้ววางไว้บนโต๊ะทำงานก็มี

ประเด็นเรื่องเป้าหมายนี้น่าสนใจผม จึงได้ลองรวบรวมการเขียนเป้าหมายจากบุคคลที่ประสบความสำเร็จจริงๆว่าเขามีวิธีการอย่างไรกันบ้าง และทำไมการบันทึกลงไปจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ

1. เป้าหมายที่ตั้งไว้นั้นจะต้องมาจากตัวเราเอง พูดดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายแต่หลายคนตั้งเป้าหมายในชีวิตจากความคาดหวังของคนอื่นนะครับ

ถ้าหากเรายอมให้สังคมหรือบุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามไม่เว้นแม้แต่พ่อแม่ของเราเองมาเป็นคนตั้งเป้าหมายให้เรา เรากำลังฝากอนาคตไว้กับสิ่งที่เราแทบจะควบคุมอะไรไม่ได้เลย

เอาแบบพื้นๆนะครับ ลองนึกถึงเวลาเราเห็นเพื่อนๆโพสรูป ของสวยๆงามๆ งานแต่งงาน การเดินทางไปต่างประเทศ หรือรูปลูกน่ารักๆ บางทีมันกระตุ้นให้เราอยากได้ของเหล่านั้นทั้งๆที่จริงๆแล้วลึกเราไม่ได้ต้องการมันเลย แต่เราก็ต้องเสียพลังงานไปขวนขวายมา

ถ้าเอาแบบพื้นๆมันก็คล้ายที่ Dave Ramsey เคยกล่าวไว้แบบแสบๆคันๆว่า

We buy things we don't need with money we don't have to impress people we don't like.”

เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการตั้งเป้าหมาย คือการสร้างนิยามของสิ่งที่เราอยากได้ขึ้นมาจริงๆ แล้วเลิกสนใจว่าคนอื่นจะคิดยังไง

2. เป้าหมายที่ดีควรมีความหมายมากกว่าความสุขส่วนตัว นิยามมันกว้างมากฉะนั้นขอยกตัวอย่างให้ฟังล่ะกัน

ราวหนึ่งศตรววษที่แล้ว ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

เลขาธิการของสถาบัน Smithsonian กำลังหมกมุ่นอยู่กับงานครั้งวิจัยชิ้นสำคัญในชีวิตของเขา นั่นคือการสร้างเครื่องจักรที่สามารถจะพามนุษย์ขึ้นบินบนท้องฟ้าได้ เขาทำเครื่องร่อนแบบไร้คนขับมาหลายเครื่องแล้วและเขามั่นใจว่างานนี้จะต้องสำเร็จแน่นอน

และหากเขาสร้างเครื่องบินสำเร็จมันจะนำมาซึ่งรายได้และชื่อเสียงมากให้เขาอย่างมหาศาล ทุกครั้งที่เขาให้สัมภาษณ์สื่อเขามักจะบอกเป็นนัยๆถึงเป้าหมายเรื่องนี้ของเขา

โครงการนี้ยังได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ พร้อมทั้งการได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องไม้เครื่องมือของกองทัพในการทำงานวิจัย และมีนักวิทยาศตร์เข้ารวมทีมกับเขาหลายคน นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ล้วนเป็นบุคคลชั้นหัวกะทิในวงการและจบจากมหาวิทยาลับชั้นหนึ่งทั้งสิ้น เครื่องจักรของเขาพร้อมบินในวันที่ 9 ธันวาคม 1903 ท่ามสักขีพยานและนักข่าวมากมาย

แต่เครื่องจักรของเขาตกลงไปในแม่น้ำ Potomac อย่างไม่เป็นท่า มันบินไม่ขึ้นแม้แต่ฟุตเดียว

ห่างออกไปหลายร้อยไมล์ในเมือง Dayton รัฐโอไฮโอ สองพี่น้องเจ้าของร้านจักรยานเล็กๆ ที่ไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัย ไม่เงินทุนสนับสนุนจากใคร ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออันซับซ้อนไปมากกว่าอุปกรณ์ในร้านจักรยานของเขา สิ่งเดียวที่สองพี่น้องมีมากล้นคือ ”ความฝัน”

ความฝันที่อยากจะเห็นมนุษย์บินได้เหมือนนก

ทั้งสองฝันจะเปลี่ยนโลก

ในวัน 17 ธันวาคม 1903 (8 วันหลังจากที่การทดลองของเลขาธิการของ Smithsonian ล้มเหลว) สองพี่น้องส่งเครื่องบินของเขาขึ้นสู่ท้องฟ้า มันบินด้วยความเร็วช้ามาก และบินอยู่ได้แค่ 59 วินาที ที่ความสูงแค่ 120 ฟุต

แต่มันเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของโลกไปตลอดกาล

ชายคนแรกชื่อ Samuel Pierpont Langley เราอาจจะไม่คุ้นชื่อเขานัก เพราะหลังจากที่เขาไม่สามารถเป็นคนแรกในการสร้างเครื่องบินสำเร็จเขาก็ล้มเลิกการทดลอง โดยปฏิเสธที่จะทำการค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาวงการการบินต่อไป เพราะการที่ไม่ได้เป็นคนแรกที่ประดิษฐ์เครื่องบินสำเร็จ ชื่อเสียงและเงินทองที่เขาหวังไว้ก็มลายหายไป เขาไม่มีจุดประสงค์ในการทำงานต่อ

เขาเสียชีวิตในอีกไม่ถึง 2 ปีถัดมา หลายคนบอกว่าเขาตรอมใจตายจากความอับอายในความล้มเหลวครั้งนั้น

ส่วนสองพี่น้องเจ้าของร้านจักรยาน เรารู้จักกันดีในนามของพี่น้องตระกูล Wright ที่ไม่มีทั้งเงินทอง ความรู้ และการสนับสนุนแบบที่ Langley มี

แต่ที่สองพี่น้องทำสำเร็จมาจากขนาดของความฝันที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าตัวเอง

ชีวิตของเราก็เหมือนกันครับ คนที่ประสบความสำเร็จมากๆที่ผมพบก็มักจะไม่ได้ตั้งโจทย์ในชีวิตของเขาจากความอยากรวย แต่พวกเขาทำงานเพื่ออยากจะสร้างอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเองมากๆ แล้วในที่สุดความสำเร็จชื่อเสียงและเงินทองมันจะตามมาของมันเอง

เราอยู่บนโลกนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อความสุขของเรา แต่เพื่อความสุขของคนอื่นด้วย

3. ตั้งเป้าหมายที่ป้องกันคำว่า “ถ้ารู้งี้นะ ฉันจะ……….” มีคนมากมายที่ก่อนตายจะซาบซึ้งถึงความเจ็บแสบของคำว่า “ถ้ารู้งี้” มนุษย์มักไม่เสียใจกับสิ่งที่ได้ทำแต่จะเสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ทำมากกว่า (อันนี้เฉพาะเรื่องดีๆนะครับ)

4. เป้าหมายควรมีความยืดหยุ่น อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอนเป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นแค่กรอบกว้างและต้องสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ได้ เพราะบางทีมันอาจจะมีโอกาสเจ๋งๆในชีวิตที่ไม่คาดฝันเข้ามาหรือบางทีโลกของความเป็นจริงก็ทำให้เราต้องหันหัวเรือใหม่

ยกตัวอย่างเรื่องผมเอง สมัยตอนเด็กๆผมมีเป้าหมายอย่างมุ่งมั่นที่จะเทริ์นโปรและแข่งกอล์ฟเป็นอาชีพ ผมซ้อมอย่างหนักและติดทีมเยาวชนของไทยตั้งแต่ตัวเล็กๆ แต่พอเข้ามัธยมผมก็พบว่าอาชีพนักกอล์ฟคงไม่เหมาะกับผม ผมเลยเลิกตีและหันมามุ่งอ่านหนังสือเพื่อสอบเอนทรานซ์เข้าคณะวิศวะแทน

5. เป้าหมายต้องวัดได้และเฉพาะเจาะจง การตั้งเป้าหมายประเภท “จะมีพอร์ทหุ้นที่ให้ปันผลโดยไม่ต้องทำงานอีกต่อไป” แบบนี้มันกว้างเกินไปครับ คำว่า “ไม่ต้องทำงาน” อีกต่อไป ต้องมาดูด้วยว่าจะต้องใช้เงินปีละเท่าไร แล้วพอร์ตหุ้นต้องใหญ่ขนาดไหน yield เท่าไร แล้วถ้าตลาดร่วงเหลือ 300 จุดจะทำไง มีแผนสำรองไหม บลา บลา บลา

หรือบางคนบอกว่า “ต้องการมีเวลาให้ลูกมากขึ้น” ไอ้ที่ว่ามากขึ้นนี่คือเท่าไร กำหนดไปเลยได้ไหมว่าสัปดาห์ละกี่ชั่วโมง และแต่ละสัปดาห์ตัองมีกิจกรรมอะไรบ้าง

ยกตัวอย่างเช่นผมมีเป้าหมายหนึ่งบอกว่าจะต้องนำบริษัทเข้าจะทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ให้ได้ภายในปี 2020 แบบนี้ชัดเจนและวัดผลได้ เป็นต้น

เป้าหมายที่ไม่สามารถวัดผลได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการคิดแบบเลื่อนลอยนะครับ

6. วิธีการนำมาถึงซึ่งเป้าหมายต้องสัมพันธ์กับความเชื่อเชิงลึกของตัวท่านเอง ผมมักเรียกมันว่าเป้าหมายต้องเชื่อมกับจิตวิญญาณของเรา เช่น สมมติว่าเป้าหมายของคุณคือการหาเงินซัก 3 ล้านบาท แต่คุณเป็นคนถือศีล ห้าอย่างเคร่งครัด ดันมีเพื่อนชวนไปเปิดผับโดยจากองค์ประกอบต่างๆคิดว่า เงิน 3 ล้านนี้คุณได้แน่ๆ แต่วิธีการมันขัดกับความเชื่อในใจของคุณอย่างรุนแรง แบบนี้ก็คงไม่ดีแน่

7. เป้าหมายของคุณควรมีมิติที่สำคัญกับชีวิตของคุณอย่างครบถ้วน แน่นอนคนเรามีหลายเรื่องในชีวิต งาน ครอบครัว เพื่อน ฯลฯ แต่หลายคนตั้งเป้าหมายแต่กับเรื่องงานเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าคุณได้มีโอกาสได้ไปคุยกับคนที่เหลือเวลาไม่นานบนโลกนี้ ผมไม่เคยเจอซักคนที่บอกว่า “ฉันเสียดายที่ไม่ได้ใช้เวลากับที่ทำงานมากกว่านี้” เกือบทุกคนจะบอกว่า “ฉันเสียดายที่ไม่ได้ใช้เวลากับลูกมากกว่านี้” “ฉันเสียดายที่ไม่ได้ท่องเที่ยวมากกว่านี้” “ฉันเสียดายที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องศาสนามากกว่านี้”

ที่เขียนแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าให้ขี้เกียจทำงานแล้วเอาเวลาไปเที่ย แต่เราทุกคนมีเวลาบนโลกนี้จำกัด เพราะฉะนั้นเป้าหมายควรมีความสมดุล และสะท้อน “ความหมายในการดำรงอยู่”ของคุณ

ทั้งหมดนี้อย่าลืมนะครับว่าไม่ว่าเป้าหมายจะใหญ่แค่ไหน ถ้าไม่ลงมือทำก็เหมือนกับราฟาเอล นาดาลเล่นเทนนิสโดยไม่มีแรกเกตนั้นแหละครับ

.
.

แต่สุดท้ายถึงแม้เราจะไปไม่ถึงเป้าหมายก็อย่าเสียใจเพราะเป้าหมายบางทีมันก็มีไว้แค่ให้เรารู้ว่าจะเดินไปทางไหนเท่านั้นเอง

อย่างที่วีรบุรุษอย่าง Mahatma Gandhi ได้กล่าวไว้ว่า

Glory lies in the attempt to reach one's goal and not in reaching it.

(ขอบคุณภาพจาก picjumbo.com)


Credit Faceboo Marketing Everything Book

Labels: