Monday, September 29, 2014

เคยไหม? : ปกป้อง`ความเชื่อ´ เพื่อรักษา`ตัวตน´


» เคยไหม? : ปกป้อง`ความเชื่อ´ เพื่อรักษา`ตัวตน´




"สิ่งที่เราเป็น" เป็นสิ่งที่คนเราใช้สร้างตัวตน (ego) ขึ้นมา
"สิ่งที่เราเป็น" นั้น จะเกี่ยวข้องกับเรื่อง`ความเชื่อ´มากที่สุด 

`ความเชื่อ´ที่ใช้สร้างตัวตนได้ดีที่สุดต้องมีลักษณะที่เคลมว่า ...เจ๋งที่สุด ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด หรืออะไรก็ได้ที่เป็น `ที่สุด´ 

เราจะได้อยากเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนั้น เพื่อที่ว่าเราจะได้สร้างตัวตนที่เข้มแข็งของเราขึ้นมา...จากการยึดติดกับ`ความเชื่อ´นั้น ๆ

ฉันเป็นชาวพุทธ ฉันเป็นคนไทย ฉันเป็นด็อกเตอร์ ฉันเป็นชนชั้นอีลีท ฉันเป็นสาวกวอเรนบัฟเฟต ฉันเป็นติ่งแอ๊ปเปิ้ล ฉันเป็นอะไรก็ได้ ที่มีอะไรบางอย่างที่ดูดี และมีคุณค่า 

เมื่อเราอาศัย`ความเชื่อ´ในการสร้างตัวตนของเราขึ้นมา... เราย่อมต้องปกป้อง`ความเชื่อ´นั้น เพราะหาก`ความเชื่อ´นั้นถูกคุกคาม ก็เท่ากับว่า ตัวตนของเราย่อมเสื่อมตามไปด้วย เพราะเราได้เอาตัวตนของเราไปฝากไว้กับ`ความเชื่อ´นั่น




::::::::::::::::::


คนที่ต้องการปกป้อง`ความเชื่อ´ ใด ๆ แบบสุดโต่ง เขาจะบอกว่า เขาทำเพื่อปกป้อง`ความเชื่อ´นั้น แต่ที่จริงแล้ว เขาทำไปเพื่อปกป้องตัวตนของตัวเขาเองทั้งสิ้น

ถ้ามีใครมาวิจารณ์ว่า`ความเชื่อ´อย่างหนึ่งไม่ดี ไม่จริง หรือมีจุดบกพร่อง ถ้าเราไม่ได้ผูกตัวตนของเราไว้กับ`ความเชื่อ´นั้นเลย เราย่อมไม่รู้สึกอะไร 

ถ้าใครจะตรวจสอบ`ความเชื่อ´นั้น เพื่อดูว่ามีจุดพกพร่องหรือไม่ เราก็คงปล่อยให้เขาทำไปตามสบาย เพราะถ้าของนั้นดีจริง ก็ต้องทนทานต่อการพิสูจน์ได้สิ 

แต่ถ้าเราผูกตัวตนของเรากับ`ความเชื่อ´นั้นไปแล้ว เราจะไม่ยอมให้ใครมาตรวจสอบ แต่เราจะโกรธแค้นคนที่มาพูดแบบนั้นมาก เราไม่ต้องการรู้เลยว่ามันจะจริงหรือไม่ แต่เราขอปกป้อง`ความเชื่อ´นั้นไว้ดีกว่า 

นั่นก็เพราะเราได้ผูกตัวตนของเราเอาไว้กับ`ความเชื่อ´นั่นแล้ว




::::::::::::::::::


`ความเชื่อ´ที่เรายึดติดเพื่อสร้างตัวตนนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ดูยิ่งใหญ่เสมอไปก็ได้ บางทีอาจมาในรูปแค่แบรนด์สินค้า หรือแม้แต่แค่ร้านอาหาร 

เช่น ถ้าเราไปบอกใครว่าร้านนี้อร่อยมาก แล้วเขากลับบอกว่า ไม่เห็นอร่อยเลย รสชาติแย่มาก บางครั้งเราจะรู้สึกโกรธมาก ทั้งที่เราก็ไม่ใช่ลูกเจ้าของร้านนั้นสักหน่อย 

นั่นแสดงว่า เราได้ใช้ร้านอาหารนั้นบ่งบอกตัวตนของเราไปแล้ว โดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะถ้าไม่ใช่ เราจะไม่รู้สึกโกรธอะไรเลย 

ทีมฟุตบอล หรือหุ้น ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งนอกเหนือไปจากร้านอาหาร เราสามารถโกรธคนที่มาวิจารณ์ทีมฟุตบอลหรือหุ้นที่เราเชียร์ได้มากอย่างน่าประหลาด




::::::::::::::::::


พูดอย่างนี้แล้วไม่ได้แปลว่าไม่ให้มีความเชื่ออะไรเลย 

ผมกลับเห็นว่า ความเชื่อนั้นมีลักษณะที่คล้ายกับอาหารมาก ถ้าเราไม่กินอาหารใด ๆ เลย เราจะเสียชีวิตได้เลย แต่ถ้าหากเรากินอาหารมาจนไร้ขีดจำกัด หรือกินอย่างเดียวไม่กินให้ครบห้าหมู่เลย อาหารก็จะฆ่าเราได้เหมือนกัน

ความเชื่อเป็นแรงผลักดันที่มีประสิทธิภาพมากของมนุษย์ เวลามองดูสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่อลังการของมนุษย์ เช่น ปิรามิด นครวัด ฯลฯ 

เราจะรู้สึกได้เลยว่า ถ้าไม่มีศรัทธาอันแรงกล้าต่อความเชื่ออะไรบางอย่าง พวกเขาคงไม่มีแรงผลักดันที่จะสร้างสิ่งก่อสร้างที่อลังการได้มากขนาดนี้ พวกเขาคงต้องเบื่อไปก่อนแน่นอน 

ดังนั้น ความเชื่อจึงมีประโยชน์ เพราะเป็นแรงผลักดันที่มีพลังสูงมากของมนุษย์ในการทำสิ่งต่าง ๆ 




::::::::::::::::::


แต่ในทางกลับกัน ความเชื่อก็ผลักดันให้เราทำสิ่งแย่ ๆ ได้ด้วย เช่น... 

บังคับให้ลูกจ้างบริษัทตัวเองเห็นด้วยกับกลุ่มอุดมการณ์ทางการเมืองที่ตัวเองสนับสนุนอยู่เพราะลูกจ้างย่อมกลัวเราไม่ขึ้นเงินเดือน 

หรือบังคับให้คนอื่นนับถือศาสนาตามเรา หรือทำสงครามศาสนาเพื่อกำจัดคนนอกศาสนาให้หมด เป็นต้น 

ความเชื่อจึงมีโทษเช่นกัน คือ ผลักดันให้เราทำร้ายคนอื่นก็ได้




::::::::::::::::::


ความเชื่อจึงมีทั้งข้อดีและข้อเสีย และเราไม่มีความเชื่ออะไรเลยไม่ได้ คนเราจึงควรมีความเชื่อ เพื่อให้ชีวิตมีเป้าหมายและมีพลังในการทำงาน 

คนที่ไม่เชื่ออะไรมักจะเป็นคนเคว้งคว้าง ไม่ยอมทำอะไรเลย ขาดแรงกระตุ้น แต่ในเวลาเดียวกัน เราต้องรู้จักหลีกเลี่ยงด้านมืดของความเชื่อ 

ผมว่าส่วนใหญ่แล้วความเชื่อจะไม่ค่อยสร้างปัญหาจนกว่าเราจะเริ่มอยากให้คนรอบข้างเชื่อแบบเดียวกับเรา (เพื่อเพิ่มบารมีความขลังให้กับสิ่งที่เราเชื่อ ตัวตนของเราจะได้ยิ่งมั่นคงขึ้นอีก) 

เมื่อนั้นแหละที่เราจะเริ่มทำร้ายคนอื่น...ถ้าบอกดี ๆ แล้วไม่เชื่อเราก็จะเริ่มบังคับขู่เข็ญให้เชื่อ 

แต่ถ้าต่างคนต่างเชื่ออะไรก็เชื่อไป ไม่ต้องพยายามบังคับคนอื่นให้เชื่อเหมือนกับเรา เมื่อนั้นความเชื่อจะไม่มีปัญหา ไม่ต้องกลัวใครมาตรวจสอบความเชื่อของเรา 

เพราะอะไรที่ดีจริง ย่อมทนทานต่อการตรวจสอบด้วยตัวของมันเอง 

ถ้าบอกว่าดีแต่ตรวจสอบไม่ได้ ...แปลว่าไม่ดีจริงครับ




::::::::::::::::::


Credit : นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ | Coziplace.com

#Life101Page #Ego

Saturday, July 12, 2014

สรุป Market Wizard

Michael Marcus


  1. Trader ที่ดีจะไม่มีวันปิดสถาณะ ถ้าแนวโน้มยังคงไม่เปลี่ยนแปลง จะไม่หุนหันพลันแล่นไปขายทำกำไร 
  2. การ Trade ที่ดีที่สุดคือการ Trade ที่ประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 3 อย่างคือ พื้นฐาน เทคนิค และจังหวะตลาด

    --จังหวะตลาด เมื่อมีข่าวออกมาตลาดควรจะตอบสนองไปในทิศทางที่ถูกต้อง เช่น ตลาดกระทิงไม่สมควรจะตอบสนองกับข่าวร้าย และตอบสนองอย่างรุนแรงกับข่าวดี
    --พื้นฐานจะบอกว่ามันมีคามไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์ อุปทาน ซึ่งอาจจะสามารถส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคาอย่างชัดเจนขึ้นได้--เทคนิค กราฟต้องแสดงว่าตลาดกำลังเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่พื้นฐานได้ชี้นำไว้
  3. จะออกจากตลาดเมื่อความผันผวนและการเคลื่อนไหวของราคากลายเป็นความบ้าคลั่งอย่างสิ้นเชิง
  4. อย่ายอมให้ตัวเองต้องติดอยู่ในภาวะที่มีโอกาสสูงที่จะเกิดหายนะ
  5. การลงทุนที่แย่ คือการทำทุกอย่งาตามอารมณ์ ไม่วิเคราะห์อะไรเลย
  6. ถ้ารู้สึกไม่มั่นใจกับสถานะ และไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป ให้ออกมาซะ
  7. ถ้าตลาดกลายเป็นทั้งหมดของชีวิตคุณ มันจะเป็นความตื่นเต้นที่ทรมาน ต้องรักษาสมดุลในชีวิตให้ได้ มันจะกลายเป็นเรื่องสนุก
  8. ทุก ๆ การ Trade ที่ล้มเหลวเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังทำบางสิ่งที่ผิดพลาดอยู่ แต่นั่นไม่ใช่ตัวที่จะบอกคุณว่าคุณจะพบกับความล้มเหลว หรือประสบความสำเร็จในท้ายที่สุด
  9. ถ้าคุณไม่อยู่ในการ Trade ที่ได้กำไรให้นานพอ คุณก็จะไม่มีเงินมาจ่ายเมื่อคุณต้องขาดทุน

Bruce Kovner

  1. Trader ที่ โลภเกินไป มักหมดตัวเสมอ
  2. การวิเคราะห์ทางเทคนิค เป็นการตามศึกษาอดีต มันไม่ได้บอกอนาคต
  3. มันไม่ใช่เรื่องกระอักกระอ่วนเลย ที่ราคาอยู่ ๆ ก็เคลื่อนไหวทะลุกรอบเดิม โดยที่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้
  4. เมื่อมีการทะลุกรอบเดิมที่บีบอัดมากด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครเข้าใจ มันมักจะมีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่ดีเสมอ
  5. ยิ่งรูปแบบราคาถูกสังเกตโดยนักเก็งกำไรมากเท่าไร มันก็มีโอกาสที่จะเป็นสัญญาณหลอกมากขึ้นเท่านั้น
  6. บ่อยครั้งที่ขาดทุนในจำนวนสูงมาก แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ยากจะทำใจในการขาดทุน ตราบเท่าที่การขาดทุนนั้นเป็นผลมาจากการเทรดทางเทคนิคที่สมเหตุสมผล
  7. หนึ่งในหน้าที่ของ Trader ที่ดีคือาการจินตนาการถึงภาพเหตุการณ์ในรูปแบบต่าง ๆ หลาย  ๆ แบบ แล้วรอให้หนึ่งในนั้นเกิดขึ้น ลองจินตนาการดูทีละอย่าง แม้มันจะเลี่ยงไม่ได้ว่าส่วนใหญ๋ภาพเหล่านั้นจะปรากฏออกมาว่าผิด
  8. เขาได้สร้างสถาณการณ์ทำหรับทุก ๆ สกุลเงินล่วงหน้าไว้อย่งน้อย 1 สัปดาห์ กำหนดกรอบราคาที่คาดไว้สำหรับทุก ๆ สกุลเงิน และอะไรที่ต้องทำเมื่อราคาทะลุกรอบนั้น การตัดสินใจทั้งหมดถูกวางไว้ล่วงหน้าแล้ว (ยกเว้นเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น นายกลาออก)
  9. ในการที่จะทำเงิน คุณต้องถือสถานะไว้ด้วยความเชื่อมั่น ซึ่งมันยากมากเมื่อคุณกำลังทำตามคนอื่น
  10. ถ้าคุณไม่ทำงานหนัก มันจะมีโอกาสน้อยที่คุณจะเป็น Trader ที่ดีได้
  11. การ Trade ที่จะทำให้หมดตัว เกิดจากการตัดสินใจแบบชั่ววูบ ไม่มีการ Trade ใดอีกแล้วที่จะมีอัตราการล้มเหลวได้มากเท่ากับการ Trade ที่เกิดจากการหุนหันพลันแล่น

Wednesday, July 9, 2014

รวม 30 ประโยคสร้างแรงบันดาลใจ จากหนังสือน่าอ่านหลายเล่ม

รวม 30 ประโยคสร้างแรงบันดาลใจ จากหนังสือน่าอ่านหลายเล่ม9 กรกฎาคม 2557 00:57Rvbookthai  /  admin

4460976042 3daf75b6b6 z รวม 30 ประโยคสร้างแรงบันดาลใจ จากหนังสือน่าอ่านหลายเล่ม

“คนที่ยอมแพ้ไม่เคยชนะ และผู้ชนะไม่เคยยอมแพ้”

“ความสำเร็จไม่ต้องการคำอธิบาย ความล้มเหลวไม่ยอมรับคำแก้ตัว”

จากหนังสือ Think and Grow Rich

“เราทุกคนมีภูเขาเอเวอเรสท์เป็นของตัวเอง และเราเกิดมาในโลกนี้ก็เพื่อจะปีนขึ้นไปบนภูเขาลูกนั้น คุณอาจไปไม่ถึงยอดเขา เรื่องนี้อภัยได้ แต่ถ้าคุณไม่แม้แต่พยายามที่จะปีนไปให้สูงกว่าแนวหิมะแล้วล่ะก็”

จากหนังสือ มองมุมกลับ ลับคมความคิด

“สิ่งเดียวที่คุณควรผัดผ่อนไปทำพรุ่งนี้ ก็คือสิ่งที่ถึงแม้จะไม่ได้ทำ แต่คุณก็ยังตายตาหลับ”

“การพูดไม่ได้ทำให้ข้าวสุก”

จากหนังสือ คิดต้องทำ คันต้องเกา

“แม้เรื่องราวที่เราฝันจะงดงามกว่าความจริง แต่ 1 ก้าวในโลกแห่งความจริง มีค่ามากกว่า 100 ก้าวในความฝัน”

จากหนังสือ ชีวิตไม่ใช้ ไม่ใช่ชีวิต

“โลกนี้มีคนฉลาดที่เรียนไม่เก่งตั้งมากมาย”

จากหนังสือ Rework ยกเครื่องความคิด

“อย่าปล่อยให้ตัวเองมีทางเลือกเดียว เพราะแบบนั้นแถวบ้านผมเรียกว่า ไม่มีทางเลือก”

จากหนังสือ งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า

“จงมีความสุขกับการเปลี่ยนแปลง”

จากหนังสือ ใครเอาเนยแข็งของฉันไป

“คนที่มีความหลงใหลน้อยกว่า มีพรสวรรค์น้อยกว่า ก็สามารถที่จะเอาชนะคุณได้ถ้าเขาทำงานหนักกว่าคุณ”

จากหนังสือ Crush It

“ถ้าคุณเต็มใจจะทำแต่เรื่องง่าย ชีวิตก็จะกลายเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าคุณเต็มใจทำเรื่องยาก ชีวิตก็จะกลายเป็นเรื่องง่าย”

จากหนังสือ ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน

“ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่จะเป็นคนคิดเล็ก”

“ลบคำว่าเป็นไปไม่ได้ ออกจากความคิดและคำพูดของคุณ”

จากหนังสือ คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก

“โรงเรียนไม่เคยสอนวิชาการเงิน โรงเรียนสอนแต่วิชาการและวิชาชีพ เราจึงเห็นทนายหรือนักบัญชีเก่งๆฉลาด มีปัญหาการเงินอยู่เสมอ”

“คนจนและคนชั้นกลางทำงานเพื่อเงิน แต่คนรวยใช้เงินทำงาน”

จากหนังสือ พ่อรวยสอนลูก

“เมื่อผมถามว่า ‘คุณทำแฮมเบอร์เกอร์อร่อยกว่าแม็คโดนัลด์ไหม’ คนส่วนใหญ่จะตอบว่า ‘แน่นอน’ ผมจะถามต่อไปว่า ‘แล้วคุณสร้างกิจการที่ดีกว่าแม็คโดนัลด์ได้ไหม’ หลังจากนั้นหลายๆคนจะเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อในทันที”

“ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ คนที่ไม่เคยประสบความสำเร็จคือคนที่ไม่เคยล้มเหลว”

จากหนังสือ พ่อรวยสอนลูก เงินสี่ด้าน

“อย่าให้ ‘เมื่อวานนี้’ ทำให้เสียเวลาของ ‘วันนี้’ เป็นคำสอนของ ‘อินเดียแดง’ เหมือนจะบอกว่า ‘อดีต’ คือสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว ‘แค่จดจำ’ แต่อย่านำมาทำร้ายตัวเองในวันนี้ ชีวิตต้องดำเนินต่อไป”

“เจองานใหม่อย่าท้อ อย่าคิดว่าทำไม่ได้ ทุกงานต้องมีครั้งแรก ต้องคิดแบบนักประวัติศาสตร์ย้อนอดีตกลับไป งานที่เราเคยคิดว่าทำไม่ได้ เราก็ทำได้มาแล้ว งานใหม่นี้เราก็ต้องทำได้”

จากหนังสือ ความเชื่อคือเข็มทิศ ชีวิตเป็นของเรา

“เมื่อคุณต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก คนส่วนใหญ่จะล้มเลิก แต่ผมไม่ตำหนิพวกเขาหรอก เพราะคุณไม่มีทางรู้ว่ากว่าจะสำเร็จมันเอาชีวิตพวกเขาไปมากแค่ไหน”

“ได้ข่าวมาว่านายยอดมาก แต่ทุกอย่างที่นายทำมามีแต่ขยะทั้งนั้น มาทำงานด้วยกันดีกว่า” ประโยคที่ สตีฟ จอบส์ พูดหว่านล้อมเพื่อจ้างยอดฝีมือมาจากคู่แข่ง

จากหนังสือ The Steve Jobs Way (หนังสือเล่มนี้อ่านได้แรงบันดาลใจมากๆ)

“ไม่มีทางที่คุณจะได้ผลลัพธ์ความสำเร็จที่ดีกว่าเดิม หากยังคงทำทุกอย่างซ้ำรอยเดิม”

จากหนังสือ วิถีไม่ตัน

“ผู้บริหารระดับสูงที่มีชื่อเสียงมักจะพูดถึงแต่ความสำเร็จ พวกเขาไม่บอกความจริงเกี่ยวกับความเจ็บปวดอันทารุณที่เขาเคยพบเจอมากหรอกนะ”

“พวกเราส่วนใหญ่กังวลกับการได้รับความรัก มากกว่าการได้เป็นอะไรที่เรารัก”

จากหนังสือ Success Built to Last

“ถ้าคุณกลัวก้าวแรก คุณจะไม่มีทางหลุดจากกรอบเดิมๆ และไม่มีทางประสบความสำเร็จในชีวิตแน่นอน”

จากหนังสือ สำเร็จได้อีก

“อย่าปล่อยความฝันของคุณทิ้งไว้โดยไม่มีใครดูแล”

จากหนังสือ ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน

“ความมั่งคั่งร่ำรวยไม่เคยอยู่ห่างไกล แต่มันจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากคุณมโนภาพไว้แต่ความยากจน”

จากหนังสือ เศรษฐีสอนรวย

“คนที่อยากรวยเร็ว มักซวยด้วยเหตุผลต่างๆนานา แล้วรวยช้าในที่สุด แต่คนที่มีความเข้าใจ เขาจะไปเรื่อยๆแต่กลับรวยเร็วกว่า”

จากหนังสือ ออมในหุ้น

“คำว่า ‘แรงกดดัน’ หมายความว่าเมื่อมีแรง ‘กด’ ให้เราต่ำลง เราจะไม่ยอมแพ้แต่จะต่อสู้ด้วยการ ‘ดัน’ ตัวเองให้สูงขึ้น”

“การย่อตัวลงมีสองความหมายคือ กำลังจะล้มลง หรือ กำลังจะกระโดดขึ้นอีกครั้ง”

จากหนังสือ ความรู้สึกคือเหตุผลอย่างหนึ่ง


Credit RVBookThai

Sunday, July 6, 2014

การตั้งเป้าหมาย

ช่วงนี้ผมได้คุยกับเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วหลายคน เมื่อถามถึงเป้าหมายในชีวิตทุกคนมีเป้าหมายที่ต่างกันไปรายละเอียด แต่ที่เหมือนกันเกือบทุกคนคือเป้าหมายนั่นใหญ่และมีการบันทึกเอาไว้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เหมือนกับจะเป็นเครื่องเตือนใจตัวเอง

ท่านที่มีโอกาสอ่านหนังสือพวก self improvement บ่อยๆคงพอจะนึกออกว่าเกือบทุกเล่มจะแนะนำให้มีการเขียนเป้าหมายของตัวเองไว้ แต่หลายท่านอาจจะเหมือนผมสมัยก่อนคือ เป้าหมายนี่มันเขียนยังไงและเขียนไปทำไม (ว่ะ) ใช้จำๆเอาไม่ได้เหรอ คำตอบคือไม่ได้ครับ ยังไงก็ควรมีการบันทึกให้เป็นเรื่องเป็นราว อาจจะไม่ใช้การเขียนก็ได้

ผมเคยเห็นคนที่มีเป้าหมายเป็นการสร้างบ้านให้พ่อแม่ เอาเลโก้มาต่อแบบบ้านแล้ววางไว้บนโต๊ะทำงานก็มี

ประเด็นเรื่องเป้าหมายนี้น่าสนใจผม จึงได้ลองรวบรวมการเขียนเป้าหมายจากบุคคลที่ประสบความสำเร็จจริงๆว่าเขามีวิธีการอย่างไรกันบ้าง และทำไมการบันทึกลงไปจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ

1. เป้าหมายที่ตั้งไว้นั้นจะต้องมาจากตัวเราเอง พูดดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายแต่หลายคนตั้งเป้าหมายในชีวิตจากความคาดหวังของคนอื่นนะครับ

ถ้าหากเรายอมให้สังคมหรือบุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามไม่เว้นแม้แต่พ่อแม่ของเราเองมาเป็นคนตั้งเป้าหมายให้เรา เรากำลังฝากอนาคตไว้กับสิ่งที่เราแทบจะควบคุมอะไรไม่ได้เลย

เอาแบบพื้นๆนะครับ ลองนึกถึงเวลาเราเห็นเพื่อนๆโพสรูป ของสวยๆงามๆ งานแต่งงาน การเดินทางไปต่างประเทศ หรือรูปลูกน่ารักๆ บางทีมันกระตุ้นให้เราอยากได้ของเหล่านั้นทั้งๆที่จริงๆแล้วลึกเราไม่ได้ต้องการมันเลย แต่เราก็ต้องเสียพลังงานไปขวนขวายมา

ถ้าเอาแบบพื้นๆมันก็คล้ายที่ Dave Ramsey เคยกล่าวไว้แบบแสบๆคันๆว่า

We buy things we don't need with money we don't have to impress people we don't like.”

เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการตั้งเป้าหมาย คือการสร้างนิยามของสิ่งที่เราอยากได้ขึ้นมาจริงๆ แล้วเลิกสนใจว่าคนอื่นจะคิดยังไง

2. เป้าหมายที่ดีควรมีความหมายมากกว่าความสุขส่วนตัว นิยามมันกว้างมากฉะนั้นขอยกตัวอย่างให้ฟังล่ะกัน

ราวหนึ่งศตรววษที่แล้ว ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

เลขาธิการของสถาบัน Smithsonian กำลังหมกมุ่นอยู่กับงานครั้งวิจัยชิ้นสำคัญในชีวิตของเขา นั่นคือการสร้างเครื่องจักรที่สามารถจะพามนุษย์ขึ้นบินบนท้องฟ้าได้ เขาทำเครื่องร่อนแบบไร้คนขับมาหลายเครื่องแล้วและเขามั่นใจว่างานนี้จะต้องสำเร็จแน่นอน

และหากเขาสร้างเครื่องบินสำเร็จมันจะนำมาซึ่งรายได้และชื่อเสียงมากให้เขาอย่างมหาศาล ทุกครั้งที่เขาให้สัมภาษณ์สื่อเขามักจะบอกเป็นนัยๆถึงเป้าหมายเรื่องนี้ของเขา

โครงการนี้ยังได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ พร้อมทั้งการได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องไม้เครื่องมือของกองทัพในการทำงานวิจัย และมีนักวิทยาศตร์เข้ารวมทีมกับเขาหลายคน นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ล้วนเป็นบุคคลชั้นหัวกะทิในวงการและจบจากมหาวิทยาลับชั้นหนึ่งทั้งสิ้น เครื่องจักรของเขาพร้อมบินในวันที่ 9 ธันวาคม 1903 ท่ามสักขีพยานและนักข่าวมากมาย

แต่เครื่องจักรของเขาตกลงไปในแม่น้ำ Potomac อย่างไม่เป็นท่า มันบินไม่ขึ้นแม้แต่ฟุตเดียว

ห่างออกไปหลายร้อยไมล์ในเมือง Dayton รัฐโอไฮโอ สองพี่น้องเจ้าของร้านจักรยานเล็กๆ ที่ไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัย ไม่เงินทุนสนับสนุนจากใคร ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออันซับซ้อนไปมากกว่าอุปกรณ์ในร้านจักรยานของเขา สิ่งเดียวที่สองพี่น้องมีมากล้นคือ ”ความฝัน”

ความฝันที่อยากจะเห็นมนุษย์บินได้เหมือนนก

ทั้งสองฝันจะเปลี่ยนโลก

ในวัน 17 ธันวาคม 1903 (8 วันหลังจากที่การทดลองของเลขาธิการของ Smithsonian ล้มเหลว) สองพี่น้องส่งเครื่องบินของเขาขึ้นสู่ท้องฟ้า มันบินด้วยความเร็วช้ามาก และบินอยู่ได้แค่ 59 วินาที ที่ความสูงแค่ 120 ฟุต

แต่มันเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของโลกไปตลอดกาล

ชายคนแรกชื่อ Samuel Pierpont Langley เราอาจจะไม่คุ้นชื่อเขานัก เพราะหลังจากที่เขาไม่สามารถเป็นคนแรกในการสร้างเครื่องบินสำเร็จเขาก็ล้มเลิกการทดลอง โดยปฏิเสธที่จะทำการค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาวงการการบินต่อไป เพราะการที่ไม่ได้เป็นคนแรกที่ประดิษฐ์เครื่องบินสำเร็จ ชื่อเสียงและเงินทองที่เขาหวังไว้ก็มลายหายไป เขาไม่มีจุดประสงค์ในการทำงานต่อ

เขาเสียชีวิตในอีกไม่ถึง 2 ปีถัดมา หลายคนบอกว่าเขาตรอมใจตายจากความอับอายในความล้มเหลวครั้งนั้น

ส่วนสองพี่น้องเจ้าของร้านจักรยาน เรารู้จักกันดีในนามของพี่น้องตระกูล Wright ที่ไม่มีทั้งเงินทอง ความรู้ และการสนับสนุนแบบที่ Langley มี

แต่ที่สองพี่น้องทำสำเร็จมาจากขนาดของความฝันที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าตัวเอง

ชีวิตของเราก็เหมือนกันครับ คนที่ประสบความสำเร็จมากๆที่ผมพบก็มักจะไม่ได้ตั้งโจทย์ในชีวิตของเขาจากความอยากรวย แต่พวกเขาทำงานเพื่ออยากจะสร้างอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเองมากๆ แล้วในที่สุดความสำเร็จชื่อเสียงและเงินทองมันจะตามมาของมันเอง

เราอยู่บนโลกนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อความสุขของเรา แต่เพื่อความสุขของคนอื่นด้วย

3. ตั้งเป้าหมายที่ป้องกันคำว่า “ถ้ารู้งี้นะ ฉันจะ……….” มีคนมากมายที่ก่อนตายจะซาบซึ้งถึงความเจ็บแสบของคำว่า “ถ้ารู้งี้” มนุษย์มักไม่เสียใจกับสิ่งที่ได้ทำแต่จะเสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ทำมากกว่า (อันนี้เฉพาะเรื่องดีๆนะครับ)

4. เป้าหมายควรมีความยืดหยุ่น อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอนเป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นแค่กรอบกว้างและต้องสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ได้ เพราะบางทีมันอาจจะมีโอกาสเจ๋งๆในชีวิตที่ไม่คาดฝันเข้ามาหรือบางทีโลกของความเป็นจริงก็ทำให้เราต้องหันหัวเรือใหม่

ยกตัวอย่างเรื่องผมเอง สมัยตอนเด็กๆผมมีเป้าหมายอย่างมุ่งมั่นที่จะเทริ์นโปรและแข่งกอล์ฟเป็นอาชีพ ผมซ้อมอย่างหนักและติดทีมเยาวชนของไทยตั้งแต่ตัวเล็กๆ แต่พอเข้ามัธยมผมก็พบว่าอาชีพนักกอล์ฟคงไม่เหมาะกับผม ผมเลยเลิกตีและหันมามุ่งอ่านหนังสือเพื่อสอบเอนทรานซ์เข้าคณะวิศวะแทน

5. เป้าหมายต้องวัดได้และเฉพาะเจาะจง การตั้งเป้าหมายประเภท “จะมีพอร์ทหุ้นที่ให้ปันผลโดยไม่ต้องทำงานอีกต่อไป” แบบนี้มันกว้างเกินไปครับ คำว่า “ไม่ต้องทำงาน” อีกต่อไป ต้องมาดูด้วยว่าจะต้องใช้เงินปีละเท่าไร แล้วพอร์ตหุ้นต้องใหญ่ขนาดไหน yield เท่าไร แล้วถ้าตลาดร่วงเหลือ 300 จุดจะทำไง มีแผนสำรองไหม บลา บลา บลา

หรือบางคนบอกว่า “ต้องการมีเวลาให้ลูกมากขึ้น” ไอ้ที่ว่ามากขึ้นนี่คือเท่าไร กำหนดไปเลยได้ไหมว่าสัปดาห์ละกี่ชั่วโมง และแต่ละสัปดาห์ตัองมีกิจกรรมอะไรบ้าง

ยกตัวอย่างเช่นผมมีเป้าหมายหนึ่งบอกว่าจะต้องนำบริษัทเข้าจะทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ให้ได้ภายในปี 2020 แบบนี้ชัดเจนและวัดผลได้ เป็นต้น

เป้าหมายที่ไม่สามารถวัดผลได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการคิดแบบเลื่อนลอยนะครับ

6. วิธีการนำมาถึงซึ่งเป้าหมายต้องสัมพันธ์กับความเชื่อเชิงลึกของตัวท่านเอง ผมมักเรียกมันว่าเป้าหมายต้องเชื่อมกับจิตวิญญาณของเรา เช่น สมมติว่าเป้าหมายของคุณคือการหาเงินซัก 3 ล้านบาท แต่คุณเป็นคนถือศีล ห้าอย่างเคร่งครัด ดันมีเพื่อนชวนไปเปิดผับโดยจากองค์ประกอบต่างๆคิดว่า เงิน 3 ล้านนี้คุณได้แน่ๆ แต่วิธีการมันขัดกับความเชื่อในใจของคุณอย่างรุนแรง แบบนี้ก็คงไม่ดีแน่

7. เป้าหมายของคุณควรมีมิติที่สำคัญกับชีวิตของคุณอย่างครบถ้วน แน่นอนคนเรามีหลายเรื่องในชีวิต งาน ครอบครัว เพื่อน ฯลฯ แต่หลายคนตั้งเป้าหมายแต่กับเรื่องงานเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าคุณได้มีโอกาสได้ไปคุยกับคนที่เหลือเวลาไม่นานบนโลกนี้ ผมไม่เคยเจอซักคนที่บอกว่า “ฉันเสียดายที่ไม่ได้ใช้เวลากับที่ทำงานมากกว่านี้” เกือบทุกคนจะบอกว่า “ฉันเสียดายที่ไม่ได้ใช้เวลากับลูกมากกว่านี้” “ฉันเสียดายที่ไม่ได้ท่องเที่ยวมากกว่านี้” “ฉันเสียดายที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องศาสนามากกว่านี้”

ที่เขียนแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าให้ขี้เกียจทำงานแล้วเอาเวลาไปเที่ย แต่เราทุกคนมีเวลาบนโลกนี้จำกัด เพราะฉะนั้นเป้าหมายควรมีความสมดุล และสะท้อน “ความหมายในการดำรงอยู่”ของคุณ

ทั้งหมดนี้อย่าลืมนะครับว่าไม่ว่าเป้าหมายจะใหญ่แค่ไหน ถ้าไม่ลงมือทำก็เหมือนกับราฟาเอล นาดาลเล่นเทนนิสโดยไม่มีแรกเกตนั้นแหละครับ

.
.

แต่สุดท้ายถึงแม้เราจะไปไม่ถึงเป้าหมายก็อย่าเสียใจเพราะเป้าหมายบางทีมันก็มีไว้แค่ให้เรารู้ว่าจะเดินไปทางไหนเท่านั้นเอง

อย่างที่วีรบุรุษอย่าง Mahatma Gandhi ได้กล่าวไว้ว่า

Glory lies in the attempt to reach one's goal and not in reaching it.

(ขอบคุณภาพจาก picjumbo.com)


Credit Faceboo Marketing Everything Book

Labels:

Monday, June 30, 2014

จะมั่งคั่งร่ำรวยในวัยใดก็ย่อมแล้วแต่ผลทานแต่ชาติก่อน ๆ

สาเหตุที่แต่ละคนเรารวยในวัยเวลาต่างกันและไม่เท่ากันครับ เพราะมีเหตุถึงมีผลตามมาครับ / คนเราจะรวยก็ด้วยความเพียรพยายาม ถ้าไม่แม้ในชาตินี้ .. ในชาติก่อนเขาเหล่านั้นก็ต้องเคยทำมาครับ 
.
จะมั่งคั่งร่ำรวยในวัยใดก็ย่อมแล้วแต่ผลทานแต่ชาติก่อน ๆ 
.
๑ . ร่ำรวยตั้งแต่วัยต้น เพราะผลของทานที่ได้ตั้งเจตนาไว้บริสุทธิ์ดีตั้งแต่ก่อนจะทำทาน คือก่อนที่จะลงมือทำทานก็มีจิตเมตตาโสมนัสร่าเริง เบิกบานยินดีในทานที่ตนจะได้ทำเพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น แล้วก็ได้ลงมือทำทานไปตามเจตนานั้น เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ย่อมโชคดี โดยเกิดในตระกูลที่ร่ำรวย ชีวิตในวัยต้นอุดมสมบูรณ์พูนสุขไปด้วยทรัพย์ ไม่ยากจนแร้นแค้น ไม่ต้องขวนขวายหาเลี้ยงตนเองมาก แต่ถ้าเจตนานั้นไม่งามบริสุทธิ์พร้อมกันทั้ง ๓ ระยะแล้ว ผลทานนั้นก็ย่อมส่งผลให้ไม่สม่ำเสมอกัน คือแม้ว่าจะร่ำรวยตั้งแต่วัยต้นโดยเกิดมาบนกองเงินกองทองก็ตาม หากในขณะที่กำลังลงมือทำทานเกิดจิตเศร้าหมองเพราะหวนคิดเสียดายหรือหวงแหนทรัพย์ที่จะให้ทานขึ้นมา หรือเกิดหมดศรัทธาขึ้นมาเฉยๆแต่ก็ยังฝืนใจทำทานไปเพราะเสียไม่ได้หรือเพราะตามพวกพ้องไปอย่างเสียไม่ได้ เช่นนี้ผลทานย่อมหมดกำลังให้ผลระยะที่ ๒ ซึ่งตรงกับวัยกลางคน ซึ่งจะมีผลทำให้ทรัพย์สมบัติหายนะไปด้วยประการต่างๆแม้จะได้รับมรดกมาก็ไม่อาจจะรักษาไว้ได้ หากเจตนาในการทำทานนั้นเศร้าหมองในระยะที่ ๓ คือทำทานไปแล้วหวนคิดขึ้นมาทำให้เสียดายทรัพย์ ความหายนะก็มีผลต่อเนื่องมาจนบั้นปลายชีวิตด้วย คือทรัพย์สินคงวิบัติเสียหายต่อเนื่องจากวัยกลางคนตลอดไปจนถึงตลอดอายุขัยชีวิตจริงของผู้ที่เกิดบนกองเงินกองทองก็มีให้เห็น เป็นตัวอย่างที่เมื่อได้รับทรัพย์มรดกแล้วก็วิบัติเสียหายไป หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในวัยต้นแต่ก็ต้องล้มละลายในวัยกลางคน และบั้นปลายชีวิต แต่ถ้าได้ตั้งเจตนาในการทำทานไว้บริสุทธิ์ครบถ้วนพร้อม ๓ ระยะแล้ว ผลทานนั้นย่อมส่งผลสม่ำเสมอ คือร่ำรวยตั้งแต่เกิด วัยกลางคนและจนปัจฉิมวัย 
.
๒ . ร่ำรวยในวัยกลางคนการที่ร่ำรวยในวัยกลางคนนั้น สืบเนื่องมาจากผลของทานที่ได้ทำเพราะเจตนางามบริสุทธิ์ในระยะที่ ๒ กล่าวคือไม่งามบริสุทธิ์ในระยะแรก เพราะก่อนที่จะลงมือทำทานก็มิได้มีจิตศรัทธามาก่อน ไม่คิดจะทำทานมาก่อนแต่ก็ได้ตัดสินใจทำทานไปเพราะเหตุบางอย่าง เช่นทำตามพวกพ้องอย่าเสียไม่ได้ แต่เมื่อได้ลงมือทำทานอยู่ก็เกิดโสมนัสรื่นเริงยินดีในทานที่กำลังกระทำอยู่นั้น ด้วยผลทานชนิดนี้ย่อมทำให้มาบังเกิดในตระกูลที่ยากจนคับแค้น ต้องต่อสู้สร้างตนเองมาในวัยต้น ครั้นเมื่อถึงวัยกลางคน กิจการหรือธุรกิจที่ทำก็ประสบความสำเร็จรุ่งเรื่อง และหากเจตนาในการทำทานได้งามบริสุทธิ์ในระยะที่ ๓ ด้วย กิจการหรือธุรกิจนั้นย่อมส่งผลรุ่งเรื่องตลอดไปจนถึงบั้นปลายชีวิต หากเจตนาในการทำทานไม่บริสุทธิ์ในระยะที่ ๓ แม้ธุรกิจหรือกิจการงานจะประสบความสำเร็จรุ่งเรืองในวัยกลางคน แต่ก็ล้มเหลวหายนะในบั้นปลาย ทั้งนี้เพราะผลทานหมดกำลังส่งผลไม่ตลอดจนถึงบั้นปลาชีวิต 
.
๓ . ร่ำรวยปัจฉิมวัย คือร่ำรวยในบั้นปลายชีวิตนั้น สืบเนื่องมาจากผลทานที่ผู้กระทำมีเจตนางามไม่บริสุทธิ์ในระยะแรกและระยะที่ ๒ แต่งามบริสุทธิ์เฉพาะในระยะที่ ๓ กล่าวคือ ก่อนและในขณะลงมือทำทานอยู่นั้น ก็มิได้มีจิตโสมนัสยินดีในการทำทานนั้นแต่อย่างใด แต่ได้ทำลงไปโดยบังเอิญ เช่น ทำตามๆพวกพ้องไปอย่างเสียมิได้ แต่เมื่อได้ทำไปแล้วต่อมาหวนคิดถึงผลทานนั้น ก็เกิดจิตโสมนัสร่าเริง ยินดีเบิกบาน หากผลทานชนิดนี้จะน้อมนำให้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะเกิดในตระกูลที่ยากจนข้นแค้น ต้องต่อสู้ดิ้นรนศึกษาเล่าเรียนและขวนขวายสร้างตนเองมากตั้งแต่วัยต้นจนล่วงวัยกลางคนไปแล้ว กิจการงานหรือธุรกิจนั้นก็ยังไม่ประสบกับความสำเร็จ เช่นต้องล้มลุกคลุกคลานตลอดมา แต่ครั้นถึงบั้นปลายชีวิตก็ประสบช่องทางเหมาะ ทำให้กิจการนั้นเจริญรุ่งเรื่องทำมาค้าขึ้นและร่ำรวยอย่างไม่คาดหมาย ซึ่งชีวิตจริง ๆ ของคนประเภทนี้ก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างอยู่มาก 
.
.
องค์ประกอบข้อที่ ๓ . " เนื้อนาบุญต้องบริสุทธิ์ " 
คำว่า " เนื้อนาบุญ " ในที่นี่ได้แก่บุคคลผู้รับการทำทานของผู้ทำทานนั้นเอง นับว่าเป็นองค์ประกอบข้อที่สำคัญที่สุด แม้ว่าองค์ประกอบในการทำทานข้อที่ ๑ และข้อที่ ๒ จะงามบริสุทธิ์ครบถ้วนดีแล้ว กล่าวคือวัตถุที่ทำทานนั้นเป็นของที่แสวงหาได้มาด้วยความบริสุทธิ์ เจตนาในการทำทานก็งามบริสุทธิ์พร้อมทั้งสามระยะ แต่ตัวผู้ที่ได้รับการทำทานเป็นคนที่ไม่ดี ไม่ใช่ผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์ เป็นเนื้อนาบุญที่เลว ทานที่ทำไปนั้นก็ไม่ผลิดอกออกผล 
.
เปรียบเหมือนกับการหว่านเมล็ดข้าวเปลือกลงในพื้นนา ๑ กำมือ 
แม้เมล็ดข้าวนั้นจะเป็นพันธุ์ดีที่พร้อมจะงอกงาม ( วัตถุทานบริสุทธิ์ ) 
และ ผู้หว่านคือกสิกรก็มีเจตนาจะหว่านเพื่อทำนาให้เกิดผลิตผลเป้นอาชีพ ( เจตนาบริสุทธิ์ ) แต่หากที่นานั้นเป็นที่ที่ไม่สม่ำเสมอกัน เมล็ดข้าวที่หว่านลงไปก็งอกเงยไม่เสมอกัน โดยเมล็ดที่ไปตกในที่เป็นดินดี ปุ๋ยดี มีน้ำอุดมสมบูรณ์ดี ก็จะงอกเงยมีผลิตผลที่สมบูรณ์ ส่วนเมล็ดที่ไปตกบนพื้นนาที่แห้งแล้ง มีแต่กรวดกับทรายและขาดน้ำก็จะแห้งเหี่ยวหรือเฉาตายไป หรือไม่งอกเงยเสียเลย การทำทานนั้น ผลิตผลที่ผู้ทำทานจะได้รับก็คือ " บุญ " หากผู้ที่รับการให้ทานไม่เป็นเนื้อนาที่ดีสำหรับการทำบุญแล้ว ผลของทานคือบุญก็จะได้เกิดขึ้น แม้จะเกิดก็ไม่สมบูรณ์ เพราะแกร็นหรือแห้งเหี่ยวเฉาไปด้วยประการต่าง ๆ 
.
ฉะนั้นในการทำทาน ตัวบุคคลผู้รับของที่เราให้ทานจึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด เราผู้ทำทานจะได้บุญมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับคนพวกนี้ คนที่รับการให้ทานนั้นหากเป็นผู้ที่มีศีลธรรมสูง ก็ย่อมเป็นเนื้อนาบุญที่ดี ทานที่เราได้ทำไปแล้วก็เกิดผลบุญมาก หากผู้รับการให้ทานเป็นผู้ที่ไม่มีศีลไม่มีธรรม ผลของทานก็ไม่เกิดขึ้น คือได้บุญน้อย ฉะนั้นคติโบราณที่กล่าวว่า " ทำบุญอย่าถามพระ หรือ ตักบาตรอย่าเลือกพระ " เห็นจะใช้ไม่ได้ในสมัยนี้ เพราะว่าในสมัยนี้ไม่เหมือนกับท่านในสมัยก่อนๆที่บวชเพราะมุ่งจะหนีสงสาร โดยมุ่งจะทำมรรคผลและนิพพานให้แจ้ง ท่านจึงเป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ แต่ในสมัยนี้มีอยู่บางคนที่บวชด้วยคติ ๔ ประการ คือ " บวชเป็นประเพณี บวชหนีทหาร บวชผลาญข้าวสุก บวชสนุกตามเพื่อน " ธรรมวินัยใดๆท่านไม่สนใจ เพียงแต่มีผ้าเหลืองห่มกาย ท่านก็นึกว่าตนเป็นพระและเป็นเนื้อนาบุญเสียแล้ว ซึ่งป่วยการจะกล่าวไปถึงศีลปาฏิโมกข์ ๒๒๗ ข้อ แม้แต่เพียงศีล ๕ ก็ยังเอาแน่ไม่ได้ว่าท่านจะมีหรือไม่ การบวชที่แท้จริงแล้วก็เพื่อจะละความโลภ ความโกรธ ความหลง ปัญหาว่า 
.
ทำอย่างไรจึงจะได้พบกับท่านที่เป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ ข้อนี้ก็ย่อมขึ้นอยู่กับวาสนาของเราผู้ทำทานเป็นสำคัญ หากเราได้เคยสร้างสมอบรมสร้างบารมีมาด้วยดีในอดีตชาติเป็นอันมากแล้ว บารมีนั้นก็จะเป็นพลังวาสนาน้อมนำให้ได้พบกับท่านที่เป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ ทำทานครั้งใดก็มักโชคดี ได้พบกับท่านที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปเสียทุกครั้ง หากบุญวาสนาของเราน้อยและไม่มั่นคง ก็จะได้พบกับท่านที่เป็นเนื้อนาบุญบ้าง ได้พบกับอลัชชีบ้าง คือดีและชั่วคละกันไป เช่นเดียวกับการซื้อสลากกินแบ่งสลากกินรวบ หากมีวาสนาบารมีเพราะได้เคยทำบุญให้ทานฝากกับสวรรค์ไว้ในชาติก่อน ๆ ก็ย่อมมีวาสนาให้ถูกรางวัลได้ หากไม่มีวาสนาเพราะไม่เคยทำบุญทำทานฝากสวรรค์เอาไว้เลย ก็ไม่มีสมบัติสวรรค์อะไรที่จะให้เบิกได้ อยู่ ๆ ก็จะมาขอเบิก เช่นนี้ก็ยากที่จะถูกรางวัลได้ 
.
โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

Labels: , ,

Tuesday, June 24, 2014

» สติน้อย ทางเลือกน้อย - สติมาก ทางเลือกมาก

» สติน้อย ทางเลือกน้อย - สติมาก ทางเลือกมาก
» โดย ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

คนเราถ้า ไม่ได้ ฝึกสติมา เวลาที่ เจออุปสรรค เจอปัญหา เจอความคับข้องใจ ก็มัก จะดึง "ความรู้ชุดเดิม ๆ" ความเชื่อเดิม ๆ ออกมาใช้ หรือ ที่ คนจีนเรียกว่า ซี้ปังเท้า (หัวสี่เหลี่ยม มาจาก "ไม่พลิกแพลง")

เมื่อ ไม่พลิกแพลง ก็คือ ใช้ทางเลือกเดิม ๆ เช่น ความรุนแรง ทำคนอื่นเดือดร้อน เรียกร้องความสนใจแบบเดิม ๆ เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ ส่งเสียงดัง ทำลายของ พอโตขึ้น ก็ คิดแบบเดิม ๆ ส่งเสียงดัง ทำลายข้าวของ

เมื่อ สติไม่ได้ฝึก ทางเลือกน้อย ความสังเกตหายไป เมื่อไม่สังเกต ก็ใช้ แนวทางเดิม หรือ แผ่นเสียงตกร่อง วังวนเดิม ๆ ไม่กล้ายอมรับ ไม่กล้าให้อภัย

คนที่ฝึกสติ มามาก ก็จะมี "ทางเลือก"(Choices) มากขึ้น เพราะ เขา กล้าที่จะ คิดใหม่ เฉลียวใจ หามุมมองใหม่ เมื่อ เจอ อุปสรรค เจอ ปัญหา เจอความคับข้องใจ ก็ ใช้ การสนทนาร่วม (Collective conversation)

ก็ได้ใช้ ปัญญาร่วม (Collective intelligent) กับ เพื่อน ๆ ที่ดี

::::::::::::::::::

คนสติน้อย จะไม่ฟังใคร แพ้ไม่เป็น ทำเสียงดัง ทำลายข้าวของ โวยวาย ฯลฯ ใช้ทางเลือกเดิม ใช้ อุปนิสัยเดิม ๆ ตั้งแต่เป็นเด็ก ๆ ก็ เรียกความสนใจแบบนี้

คนอ่อนแอ คนมีปม คนขลาด มักนิยม ชอบความรุนแรง คนกลัวจะทำร้ายคนอื่นก่อนเสมอ

หากเราสังเกตสิ่งใด ได้ไม่สุด ไม่รอบ ไม่ครบ ไม่จบ ไม่ละเอียดพอ เรา ก็มัก จะ "เลือกข้าง" เกิดตัว อคติ และ ลำเอียง

ลอง นั่งสมาธิ ปิดตา แล้ว สังเกต ๆ(Observe) ลมหายใจที่เราสูดเข้าออก

โดย ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องใช้ตรรกะ(Logic) ไม่ต้องคิดไปในอนาคต และอดีต ปัจจุบันคือ สังเกต ๆๆๆๆ

ในขณะสังเกต จงห้อยแขวน หรือ ชะลอ การตัดสิน จงห้อยแขวน หรือ อย่าด่วน พิพากษา

เราจะสังเกต เห็น การทำงานของความคิดและจิต จิตและกาย ได้ชัดเจนขึ้น เช่น

จิตผิดปกติ เราจะมีความคิดเป็นยังไง

ความคิดจร (ไม่ตั้งใจคิด) แวบ เข้ามาโจมตีเรา พาเราเขว เฉไฉ ออกไปได้อย่างไร

การดูจิต ที่แท้จริง คือ การรู้เท่าทันจิต ด้วยการ sensing & feeling ไม่ใช้ การ thinking

จง ดู ๆๆๆๆๆๆ รู้ ๆๆๆๆๆ รู้ใจตนเอง สงบหรือไม่สงบ

::::::::::::::::::

ฝึกทำจิตว่าง ๆ จิตที่ว่าง ๆ จึงจะ รู้ว่า จิตไม่ว่าง

กายที่ผ่อนคลาย จึงจะรู้ว่า กายไม่ผ่อนคลายเป็นอย่างไร

จิตว่าง รู้ได้จาก กายที่ผ่อนคลาย

จิตไม่ว่าง กายไม่ผ่อนคลาย และ จะผลิตความคิดไม่ปกติออกมา

ถ้า จะคิด ก็จงคิดเมื่อจิต ปกติ

ถ้าจิตไม่ปกติ จะผลิต ความคิดแบบ มีอัตตา อคติ ลำเอียง

จง รู้ ๆๆๆๆ โดยอย่าด่วนตีความเอง

อย่าด่วนตัดสิน อย่าด่วนเลือกข้าง

::::::::::::::::::

พึงระลึกไว้ว่า..."ผู้รู้ไม่คิด ผู้คิดไม่รู้"

"ความคิด vs ความรู้สึกตัว" ทั้งสองตัวนี้ เขาจะ ทำหน้าที่ได้ ทีละตัวนะ หาก คิด ใช้ ฐานคิด ก็จะลืม ฐานกาย (ความรู้สึกตัว) ในทางกลับกัน หาก เรา รู้ตัว ทั่วพร้อม เรา ก็จะต้อง หยุดคิด

พวกเรา ที่ฝึกสติมาน้อย จะหลงไป คิด ๆๆๆ อยู่นั่นแหละ

ลอง ฝึก "หยุดคิด" แล้ว ย้ายไป ฐานกาย ให้ดู ให้สร้างความรู้สึก (Sensing) ที่ กาย ทำบ่อยๆ จะ เก่งขึ้น จนไป รู้สึก (Feeling) ได้ ที่ ฐานใจ

เมื่อฐานใจ สบาย ๆ ร่างกายจะผ่อนคลายเราก็รู้ เกร็ง เครียดเราก็รู้ เมื่อรู้ ก็ "หยุดคิด"

หาก ยังเอาแต่คิด ก็จะไม่รู้ ( ใช้ฐานกายไม่ได้ เพราะ มัวแต่ใช้ฐานคิด) เพราะ คนที่เขารู้ ๆๆๆๆ (มีสติ) รู้ที่ กาย (ลมหายใจเข้าออก พุงยุบ พุงพอง รู้การเคลื่อนไหวของกาย รู้ทุกอิริยาบท ฯลฯ) จะไม่คิด

::::::::::::::::::


ให้โหมดปกติ (เป็น โหมด stanby mode) ของเรา เป็น โหมดรู้กาย พอ โดนกระทบ ก็ทำ กายสบาย ๆ ใจจะสบาย ๆ

ช่วงที่ กายสบาย ใจสงบ จะได้ "ปัญญา" จากฐานคิด เป็นปัญญาที่ดี มีประโยชน์

หาก คิดไม่ดี เราจะรู้ได้ เพราะ กายจะไม่ผ่อนคลาย ใจไม่สงบ หากคิดไม่ดี ก็หยุดคิด กลับ ไปรู้ๆๆๆ ที่ ฐานกาย ต่อไป

ปัญญาฐานกาย เป็น tacit knowledge และ เมื่อเก่งแล้ว ได้มหาสติแล้ว จะเป็น The Deepest Knowledge

ในเมื่อเป็น ปัญญาฐานกาย ดังนั้น เขียนอธิบายได้ยาก บอกเล่าก็ยาก ใช้ภาษาฐานคิดไปเล่าเรื่องภาษากาย ภาษาใจ ทำไม่ได้แน่ ๆ

ดังนั้น คนไม่ฝึกจะไม่มีวันรู้ได้เลย

::::::::::::::::::

Credit : ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

#Life101Page #Mindfulness

Labels:

Monday, June 16, 2014

"12 คุณลักษณะที่จะทำให้คุณเป็น Rock-Star Boss"

"12 คุณลักษณะที่จะทำให้คุณเป็น Rock-Star Boss"

1.Think positive : คิดบวก ทุกเหตุการณ์คือโอกาสในการเรียนรู้.. การคิดบวกไม่ใช่เรื่องของคนโลกสวย การคิดบวกเป็นสุดยอดตัวช่วยที่จะผลักดันให้คุณข้ามผ่านสถานการณ์อันเลวร้ายได้อย่างไม่น่าเชื่อ คุณสมบัตินี้จะเห็นชัดเจนที่สุดในช่วงที่มีแรงกดดันสูง

2.Honest is the best policy : ผู้นำที่ดีต้องเป็นคนซื่อสัตย์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น(ลูกน้องและคู่ค้า) ผู้นำต้องกล้ายอมรับความจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ก็ตาม อย่าลืมว่าทุกองค์กรไม่สามารถก้าวหน้าได้ด้วยการปิดบัง

3.Delegate : ผู้นำคือตัวแทน ไม่ใช่ตัวสั่ง ผู้นำคือคนที่อยู่เบื้องหลังทุกความสำเร็จ พวกเขาจะยกความชอบให้คนอื่นและยินดีรับความผิดให้กับทีม 

4.Communication Is The Best Leadership Skill : ทักษะการสื่อสารเป็นพื้นฐานของความเป็นผู้นำ ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในองค์กรเกิดจากการสื่อสารที่ผิดพลาด ผู้นำที่ดีทุกคนรู้ว่าเวลาไหนควรพูด และที่สำคัญกว่าคือเวลาไหนไม่ควรพูด

5.Know how to inspire : หนึ่งในทักษะที่สำคัญที่สุดของการเป็นผู้นำ คือ การจุดประกายฝัน เป็นความสามารถในการดึงศักยภาพของผู้อื่นออกมาใช้.. การ inspire จะมีความสำคัญมากโดยเฉพาะในช่วงที่ต้องรับแรงกดดันสูง เพราะสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องรับมือคือเรื่องของอารมณ์ ช่วงเวลานั้นจะเป็นบททดสอบสำคัญของความเป็นผู้นำของคุณ

6.Align The Team : กำหนดทิศทางของทีม ทำให้ทุกคนรู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไร ทำเพื่ออะไรและทำไมถึงต้องทำ เพื่อสร้างพลังแห่งการ focus.. ทุกคนต้องมุ่งไปในทางเดียวกัน มองเห็นภาพเดียวกัน ทุกอย่างถึงจะประสบความสำเร็จ

7.Promote Work Life Balance : สนับสนุนการสร้างความสมดุลในชีวิต พนักงานทั้งหมดเป็นคน นั่นหมายความว่า พวกเขาต้องการความเป็นอิสระบ้าง ต้องการมีเวลาว่างบ้าง พวกเขาอยากมีความสุขเท่า ๆ กับที่คุณต้องการ หน้าที่อย่างหนึ่งของผู้นำคือการจัดการความสมดุลทั้งหมดให้แก่ชีวิตของทุกคนในทีม

8.Give Credit Where It’s Due : ผู้นำที่ดีต้องเชื่อใจคนในทีมให้ได้(นั่นหมายความว่าทุกคนต้องทำตัวให้น่าเชื่อใจด้วย) ต้องให้ความไว้วางใจในการตัดสินใจ โดยเฉพาะงานใหญ่ ยิ่งคนอื่นรับรู้ถึงความเชื่อใจที่คุณมีต่อเขาได้มากเท่าไหร่ เขายิ่งรู้สึกต้องรับผิดชอบให้ได้มากขึ้นเท่านั้น

9.Encourage growth : สร้างวัฒนธรรมองค์กรให้รักความก้าวหน้า ไม่ใช่ความมั่นคง สร้างสภาพแวดล้อมให้ทุกคนไม่กลัวที่จะผิดพลาด ความสงสัยเป็นพื้นฐานแห่งการเรียนรู้ คนที่ไม่เคยทำผิดพลาดคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย 

10.Praise Your Employees! : ชมเชยพนักงานด้วย ทุกคนชอบให้คนอื่นพูดถึงตัวเองในด้านที่ดี ทุกคนชอบคำยกย่องสรรเสริญ พนักงานของคุณเองก็เหมือนกัน การพูดยกย่องลูกทีมไม่ได้ทำให้คุณดูต่ำต้อย ในทางกลับกันมันช่วยยกคุณให้สูงขึ้นกว่าเดิม

11.Mentor : ผู้นำที่ดีไม่ใช่คนที่ชี้นิ้วสั่งอย่างเดียว พวกเขาจะแสดงให้คุณดูว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องทำเพื่อเดินไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ ผู้นำคือสุดยอดที่ปรึกษา ผู้นำที่ดีจะคอยชี้แนะเพื่อให้คุณบรรลุเป้าหมายของคุณ ไม่ใช่เป้าหมายของเขา

12.Be absolutely fair : ผู้นำที่ดีต้องเป็นคนที่มีความยุติธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น แน่นอนว่าทุกคนต้องการความเสมอภาค และพนักงานทุกคนก็เป็นคนเหมือนคุณ สังเกตดูว่าองค์กรที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง จะไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก หรือแบ่งชนชั้นแต่อย่างใด.. คำว่า fair ในอีกมุมหนึ่ง คือ การวัดคนที่ผลงาน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

(แถม) 13.Encourage the great habits : ผู้นำที่ดีจะสนับสนุนให้ทุกคนทำแต่เรื่องดี ๆ สนับสนุนให้ทุกคนสร้างนิสัยที่ดี บ่มเพาะความรับผิดชอบ ความมีวินัยและความรักความก้าวหน้า รวมถึงเรื่องของความสุข รอยยิ้มและการให้อภัยซึ่งกันและกัน

Wealth Creation


================================
ทำความรู้จัก "Wealth Creation" :index_086:

ตามลิงค์นี้เลยครับ :https://www.facebook.com/pages/Wealt...ookmark_t=page

ตู้หนังสือออนไลน์ บทความ ข้อคิด คำคม สำหรับการพัฒนาตนเอง ได้ถูกรวบรวมและฉายลงบนพื้นที่แห่งนี้:index_078:

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการประสบความสำเร็จ คุณคงไม่กล้ามองข้าม page ของเราไปแน่ๆ 

แล้วเจอกันครับ "Wealth Creation":index_022: